สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่มีการขยายพื้นที่จากในประเทศอิหร่าน มาเป็นสถานการณ์ความรุนแรงในระดับภูมิภาค ทำให้เกิดผลกระทบในหลายด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเดินทางและเที่ยวบินต่างๆถูกระงับจากการปิดน่านฟ้า ทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้าน ในเหตุการณ์นี้มีหลายกระทรวงที่ได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือ “War Room” เพื่อติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการตั้งวอร์รูมแล้วใน 7 กระทรวง และ 1 หน่วยงาน ดังนี้
1.กระทรวงการคลัง ได้มีการตั้ง “Economic War Room” โดยติดตาม และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นแกนกลาง ประสานงานร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานกำกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจในทุกมิติ
2.กระทรวงการต่างประเทศ จัดตั้งวอร์รูมร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในภูมิภาค เพื่อติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยและดูแลช่วยเหลือคนไทยที่มีอยู่ประมาณ 110,000 คน ในตะวันออกกลางเพื่อเตรียมความอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงหากมีความจำเป็น
3.กระทรวงแรงงาน มีการตั้งศูนย์วอร์รูมบริเวณชั้น 5 ของกระทรวงฯ เพื่อประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมแผนการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากมีการสั่งการอพยพ
4.กระทรวงคมนาคม ตั้งวอร์รูมดูแลผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ตกค้างในสนามบิน เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกผ่านบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
5.กระทรวงพลังงาน เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อติดตามปริมาณสำรองและบริหารจัดการด้านราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลราคาพลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้า รวมทั้งมีการออกประกาศที่จำเป็น เช่น สั่งระงับการส่งออกน้ำมันเป็นการชั่วคราว เตรียมใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคา เพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน/พลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนก๊าซ LNG ในอนาคต
-
ปตท.ตั้งวอร์รูมบริหารความมั่นคงพลังงาน
นอกจากนี้ยังมีการตั้งวอร์รูม ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยเปิดศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System) หรือ “PTT ICS” เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนการนำเข้า รวมทั้งมีการประสานโรงกลั่นให้จัดหาน้ำมันจากภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง และวางแผนเปลี่ยนท่าเรือขนถ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ
โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน และ การจัดหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอใช้อย่างต่อเนื่อง
6.กระทรวงพาณิชย์ จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน
7.กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และต้นทุนการผลิต โดยมีการมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ
-
ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจ 6 ด้าน
ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สรุปผลกระทบสำคัญจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง 6 ด้าน ดังนี้:
1.ด้านพลังงานและต้นทุน: ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจฉุดให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล, ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันดีเซลสูง เช่น เหล็กและเหล็กกล้า (กระทบ 7.93%) และการฟอกย้อม (6.31%)
2.ด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน: ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงมีแนวโน้มสูงขึ้น การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้งทำให้การขนส่งล่าช้าและมีต้นทุนเพิ่ม
3.ด้านการท่องเที่ยว: การปิดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวในเส้นทางบินระยะไกล รวมถึงต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นอาจลดความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
4.ด้านอัตราเงินเฟ้อ: แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับต่ำ (-0.7% ในเดือน ม.ค. 69) แต่ราคาพลังงานที่ผันผวนอาจกดดันต้นทุนการนำเข้าได้ หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อคาดว่าผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด,
5.ด้านตลาดเงินและตลาดทุน: ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ทำให้นักลงทุนย้ายไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ซึ่งอาจกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในระยะสั้น
6.ด้านแรงงาน: ความปลอดภัยของแรงงานไทย 110,000 คนในพื้นที่เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด ซึ่งมีการประสานงานใกล้ชิดเพื่อเตรียมแผนอพยพ ในระยะต่อไป





