EXIM BANK กางแผนด่วนช่วยผู้ประกอบการไทยรับแรงกระแทกวิกฤตตะวันออกกลางเดือด ประกาศยืดเวลาชำระหนี้ 365 วัน หั่นดอกเบี้ย 20% แนะเอกชนเร่งปรับแผนโลจิสติกส์-บริหารความเสี่ยงค่าเงิน รับมือต้นทุนพุ่งและค่าระวางเรือแพง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นคู่ค้าสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 6% ของมูลค่าการค้าไทยทั้งหมด โดยเมื่อปี 68 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกไปตะวันออกกลางกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสูงถึง 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วิกฤตที่เกิดขึ้นได้ดันต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ให้พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงที่เผชิญความท้าทายอย่างหนัก
เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและประคองสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงได้ออกมารตรการด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระหนี้คงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง
โดยให้สิทธิขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้สูงสุดถึง 365 วัน ควบคู่กับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิม ในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา นอกจากนี้ ธนาคารยังพร้อมพิจารณาสนับสนุนวงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการตามความจำเป็นของแต่ละกิจการ
โดยเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวในมิติของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินเรือที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปอาจทำให้การส่งมอบล่าช้าไป 10-15 วัน ผู้ส่งออกจึงต้องติดตามสถานะอย่างใกล้ชิดและประเมินค่าใช้จ่ายที่อาจงอกเงย โดยเฉพาะค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) ที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นกว่า 50%
พร้อมกันนี้ ภาคการผลิตจะต้องเผื่อเวลา (Buffer Time) ไว้รองรับความล่าช้า และควรหาแหล่งวัตถุดิบสำรองในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียงเพื่อลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต
ในมิติของการบริหารการเงินและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน นายชลัช แนะนำให้ผู้ประกอบการพิจารณาปรับเงื่อนไขการค้า (Incoterm) มาเป็นแบบ FOB (Free on Board) เพื่อให้ผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า รวมถึงเจรจาเงื่อนไขการรับชำระเงินแบบ T/T ก่อนส่งมอบสินค้า และใช้เครื่องมือ Foreign Exchange Forward Contract เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทั้งด้านเส้นทางขนส่ง ตลาด และแหล่งวัตถุดิบ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว





