วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

สศช.ประเมินสงครามออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.3%

สศช.ประเมินสงครามออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.3%

สศช. ประเมินหากความตึงเครียดจบภายใน 1 เดือน ทำราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ปีนี้โตเพียง 1.6% ต่ำเป้าเล็กน้อย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและปิดช่องแคบฮาร์มุซ ดันราคาน้ำมันพุ่ง 115 - 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะฉุด GDP ไทยโตเพียง 1.3%

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมประเมินสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางร่วมกับภาคเอกชนที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2569 ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาแนวทางรับมือกับผลกระทบ

นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น สศช.ประเมินผลกระทบเบื้องต้น แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

1.กรณีสถานการณ์มีวงจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และสิ้นสุดภายใน 1 เดือน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกรณีนี้จะกระทบ GDP ไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจากประมารการเดิม 2% เหลือ 1.6%

2.กรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อและปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบการขนส่งน้ำมันและซัพพลายเชน ทำให้มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกรณีนี้จะกระทบ GDP ไทยปี 2569 ปรับตัวลงจากประมารการเดิม 2% เหลือ 1.3%

ด้านนายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจเป็นกระทบการขนส่งสินค้าและราคาน้ำมัน แต่จากการหารือยืนยันว่ามีการผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดสูง และกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC) เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาจึงไม่กระทบมาก

รวมทั้งไทยมีความมั่นคงพลังงาน โดยสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานอยู่ระดับเพียงพอจึงไม่กระทบประชาชนและเศรษฐกิจมากนัก

ขณะที่การดูแลความปลอดภัยคนไทยในต่างแดน ได้มอบให้สถานเอกอัครราชทูตไทยแต่ละประเทศอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย โดยประสานกระทรวงคมนาคมและกองทัพไทย เพื่อเตรียมความพร้อมอากาศยานสำหรับการอพยพ

“ทุกวิกฤติจะสร้างโอกาส ดังนั้นต้องประเมินเพื่อหาโอกาสให้ประเทศ และรัฐบาลพร้อมฟังข้อชี้แนะจากภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนที่ตรงจุด”