“คลัง” ประกาศความพร้อมรับมือวิกฤติความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สั่งตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (Economic War Room) ประเมินผลกระทบครบทุกมิติ พร้อมระดมหน่วยงานเศรษฐกิจคุมเข้มต้นทุนพลังงาน-เงินเฟ้อ-ค่าเงิน ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีกันชนแข็งแกร่งรองรับความผันผวนได้
วันที่ 1 มี.ค. 2569 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room)
ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) โดยมีสศค. เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
นายเอกนิติ ระบุว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีเสถียรภาพและแข็งแกร่งเพียงพอ มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ และสัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง รวมถึงระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ซึ่งกระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อออกมาตรการที่จำเป็นและทันท่วงทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นของกระทรวงการคลังสรุปผลกระทบใน 6 ด้าน ประกอบไปด้วย
1.ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต
มีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลัก รวมถึงราคาก๊าซ LNG ที่ไทยนำเข้าอาจขยับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน กระทบต่อค่าไฟฟ้าภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังยืนยันว่ากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งพอจะรองรับความผันผวนของราคาภายในประเทศได้
2.ภาคการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน
นายวินิจ ระบุว่า ความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น รวมถึงระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้นหากต้องเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนผู้นำเข้าและส่งออก
“เบื้องต้น กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเตรียมมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกไว้แล้วอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาผลกระทบ”
3.กระทบเชื่อมั่นการท่องเที่ยว
อาจได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นและต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นในเส้นทางระยะไกล โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น”
4.เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคยังแกร่ง
นายวินิจ ชี้แจงว่าผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ โดยปัจจุบันเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่ง ณ ม.ค. 2569 อยู่ที่ -0.7% และคาดการณ์ทั้งปีจะอยู่ที่ 0.3%
5.เตรียมมาตรการรองรับ ตลาดเงินและตลาดทุน
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies) โดยนักลงทุนอาจหันเข้าหาเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยจนทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและเงินบาทอ่อนค่าลงในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานกับ ทั้งก.ล.ต. และ ตลท. ได้เตรียมเครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสมและสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย
6.ผลกระทบด้านแรงงาน
นายวินิจ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด





