สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 และคาดว่ามีแนวโน้มโจมตีต่อเนื่องทำให้ราคาน้ำมันผันผวน และอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกระทบ supply 20% ของความต้องการโลก
ทั้งนี้ ปัจจุบันเส้นทางการขนส่งน้ำมันนำเข้าของไทยมี 4 เส้นทาง คือ
1.แหล่งผลิตต้นทาง ตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, การ์ตา, ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต) ใช้เส้นทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย, ช่องแคบฮอร์มุซ, ทะเลอาหรับ, ช่องแคบมะละกา และอ่าวไทย
2.แหล่งผลิตต้นทางตะวันออกไกล ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยขนส่งมาทางทะเลจีนใต้และอ่าวไทย
3.แหล่งผลิตต้นทางสหรัฐ บราซิล ปานามา ไนจีเรีย กาบอง แองโกลาและคองโก ขนส่งผ่านแหลมกู๊ดโฮป มายังช่องแคบมะมะกาและอ่าวไทย
4.แหล่งผลิตต้นทาง ไลบีเลียและซูดาน ขนส่งผ่านคลองสุเอช ทะเลแดง ช่องแคบมะละกา และอ่าวไทย
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน ดังนี้
1.เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา
2.เตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
3.สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้
4.สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
5.จัดทำแผนและมาตรการระยะสั้นและระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
เตรียมแผนจัดหาน้ำมัน-ก๊าซจากแหล่งอื่น
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อิสราเอล-อิหร่านต่อเนื่อง พร้อมวางแผนกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเตรียมจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นแทน แม้ขณะนี้ยังไม่กระทบทั้งปริมาณสำรองและด้านราคา แต่เตรียม Scenario รองรับแล้ว
ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำลังประเมินความมั่นคงพลังงาน โดยเร่งตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมัน รวมถึงติดตามสถานการณ์เรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง
สำหรับตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำคัญของไทยที่ใช้เส้นช่องแคบเฮอร์มุซ โดยกระทรวงพลังงานติดตามการขนส่ง LNG ส่งมอบเดือน มี.ค.2569 จำนวน 4 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุชแล้ว 2 ลำ ส่วนอีก 2 ลำ อยู่ระหว่างลำเลียง แต่คาดว่าไม่กระทบปริมาณสำรอง
“หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นจะบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณสำรองเพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นในประเทศ” นายวีรพัฒน์ กล่าว
ยืนยันมีน้ำมัน-ก๊าซสำรอง 61 วัน
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติเหลว ในประเทศต้องเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ.2569 มีปริมาณดังนี้
1. น้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,925 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน
2. น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,746 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,124 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 23 วัน
ทั้งนี้ รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,795 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 61 วัน
“เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือสถานการณ์ต้องไม่ขยายวงกว้าง หรือมีประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป”
เล็งเพิ่มก๊าซอ่าวไทย-เมียนมา
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่าการประชุมกกพ.เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 เตรียมแนวทางรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือ ไม่สามารถรับ LNG จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดังนี้
1.เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติทางท่อจากอ่าวไทย แหล่ง JDA และเมียนมา โดยบริหารจัดการปริมาณก๊าซส่วนเพิ่มตามความยืดหยุ่นของสัญญา (Swing Gas)ให้เต็มศักยภาพ
2.จัดหา LNG Term ส่วนเพิ่มจากคู่ค้าที่มีอยู่เดิม รวมถึง Spot LNG โดยให้ Shipper เร่งหารือคู่ค้าเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉิน
3.จัดหา Spot LNG เพิ่มเติมทดแทนปริมาณที่อาจขาดส่ง พร้อมหารือมาตรการเสริมอื่นตามความจำเป็น โดยได้ประสานให้ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบปริมาณน้ำมันสำรองของโรงไฟฟ้า ความต้องการใช้น้ำมัน และศักยภาพการจัดส่ง เพื่อรองรับการเดินเครื่องในกรณีจำเป็น
ผวาดีเซลทะลุ100ดอลลาร์
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นเร็ว โดยราคาดีเซลมีโอกาสทะลุ100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากวันที่28 ก.พ.2569 ราคาปิดที่92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“ทิศทางราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัวขึ้นกระทบราคาขายในไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องอิงกลไกตลาดโลก อีกทั้งยังซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกจากต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น”
แหล่งข่าว ประเมินว่าวันที่ 2 มี.ค.2569 ราคาขายปลีกในประเทศอาจยังไม่ปรับขึ้น เพราะอ้างอิงราคาตลาดโลกของวันศุกร์ที่ 27 ก.พ.2569ขณะที่วันอังคารที่ 3 มี.ค.2569 เป็นวันหยุดราชการ จึงไม่น่าปรับขึ้นทันที
"วันพุธที่ 4 มี.ค.เป็นจุดเสี่ยงต้องจับตาใกล้ชิด หากไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันประเทศอาจปรับขึ้นแรงตามตลาดโลก โดยไทยโชคดีที่เหตุการณ์เกิดวันเสาร์ ทำให้มีเวลาประเมินสถานการณ์”
“ฮอร์มุซ”จุดยุทธศาสตร์สำคัญ
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” เส้นทางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางเรือสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากถูกปิดกั้นหรือได้รับผลกระทบจากการโจมตี จะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงทันที
ทั้งนี้ ไทยใช้ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติรวมกันถึง 1 ใน 3 ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ หากการขนส่งหยุดชะงักแม้เพียงช่วงสั้นจะกระทบความมั่นคงพลังงานไทย
ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบด้านโลจิสติกส์แล้วทั้งค่าประกันภัยเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทประกันบางแห่งเริ่มจำกัดความคุ้มครองในพื้นที่เสี่ยงส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น
ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเริ่มตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว โดยเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาขยับจาก 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นมาที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์ยืดเยื้อมีโอกาสเห็นระดับ 80 ดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย
“สิ่งที่น่ากังวล คือ หากปิดเส้นทางขนส่งสำคัญเพียง 1-2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันที”
ราคาน้ำมันแพงลากค่าไฟ-ค่าครองชีพ
นายพรายพล ประเมินทุก 10 ดอลลาร์ ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยขยับขึ้น2 บาทต่อลิตรจะกระทบต้นทุนขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และเงินเฟ้อ รวมทั้งราคาLNG ที่นำเข้าผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับขึ้นตามน้ำมัน ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มในรอบถัดไปหากราคาพลังงานทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง
“ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าเกือบทุกประเภท”
นายพรายพล เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรเร่งทบทวนแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ ทั้งในแง่ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ และแผนบริหารจัดการในกรณีฉุกเฉิน
เรือขนส่งผ่านฮอร์มุซหยุดชะงัก
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างมีแนวโน้มจะสร้างความปั่นป่วนต่อ“ตลาดก๊าซธรรมชาติ”ครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ “รัสเซีย” ทำสงครามบุกยูเครนเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งทำให้โครงสร้างการค้าพลังงานโลกพลิกผัน
ประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านอย่าง “กาตาร์”เป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสำคัญของโลก และภูมิภาคนี้ยังเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญ โดยก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของการส่งออกทั่วโลกต้องผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดคอขวดสำคัญของระบบพลังงานโลก ขณะที่กาตาร์ส่งออกก๊าซ LNG รวม 82.2 ล้านตันในปี 2025
ข้อมูลติดตามการเดินเรือวันที่1 มี.ค.2569การขนส่ง LNG ผ่านเส้นทางช่องแคบแห่งนี้แทบหยุดชะงักลงแล้ว ขณะที่ผู้ซื้อในเอเชียซึ่งนำเข้าLNGจากกาตาร์ประมาณ 1 ใน 4 ของปริมาณทั้งหมด ได้ติดต่อซัพพลายเออร์เพื่อสอบถามว่ามีสินค้าทดแทนหรือไม่ ส่วนอียิปต์กำลังพยายามเร่งรับมอบก๊าซ หลังจากอิสราเอลซึ่งเป็นผู้ส่งออกได้ปิดแหล่งผลิตบางแห่งลง





