สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง กำลังกลายเป็นชนวนเสี่ยงต่อ “วิกฤติพลังงาน” รอบใหม่ของโลก ท่ามกลางความกังวลว่า หากการสู้รบลุกลามจนกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันหลัก อาจดันราคาน้ำมันดิบทะยานแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งแรงกระแทกถึงเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก เริ่มตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาขยับจากระดับประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นมาเฉลี่ยราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีโอกาสเห็นระดับ 80 ดอลลาร์เป็นอย่างน้อย
“สิ่งที่น่ากังวลคือ หากมีการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญเพียง 1-2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ทันที”
จุดเสี่ยง “ฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก
นายพรายพล กล่าวว่า ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากพื้นที่ดังกล่าวถูกปิดกั้นหรือได้รับผลกระทบจากการโจมตี จะทำให้ปริมาณน้ำมันตลาดโลกลดลงทันที
นายพรายพล ประเมินว่า ทุกๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยขยับขึ้นประมาณ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะกระทบต้นทุนขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และเงินเฟ้อโดยรวม
ที่สำคัญ ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งไทยนำเข้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า มีแนวโน้มปรับขึ้นตามน้ำมัน ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มในรอบถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
“ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าเกือบทุกประเภท”
จี้รัฐทบทวนแผนสำรอง-เตรียม “ปันส่วนพลังงาน”
นายพรายพล เสนอว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรเร่งทบทวนแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ ทั้งในแง่ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ และแผนบริหารจัดการในกรณีฉุกเฉิน
ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดการขาดแคลนรุนแรง อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการ “ปันส่วนน้ำมัน” (Rationing) เพื่อจัดลำดับความสำคัญการใช้งาน โดยให้ภาคส่วนจำเป็น เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้รับการจัดสรรก่อน
จากการประเมิน พลังงานที่ประเทศไทยใช้ ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติรวมกันถึงประมาณ 1 ใน 3 ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ หากการขนส่งหยุดชะงัก แม้เพียงช่วงสั้น ก็จะกระทบต่อความมั่นคงพลังงานไทยโดยตรง
ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบด้านโลจิสติกส์แล้ว ทั้งค่าประกันภัยเรือที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทประกันบางแห่งเริ่มจำกัดความคุ้มครองในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้นทันที
“ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ไม่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของตัวเอง หากเกิดเหตุรุนแรง เราต้องมีแผนชัดเจนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ไม่ใช่รอให้วิกฤตเกิดแล้วค่อยแก้”
วอนประชาชนประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้
นอกจากนี้ ในระดับครัวเรือน จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนเริ่มประหยัดพลังงานทันที เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบโดยรวม เช่น
- ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
- ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
- ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
"แม้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะช่วยลดภาระค่าไฟบางส่วนได้ แต่หากระบบไฟฟ้าหลักได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ก็ยังคงหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยรวมได้ยาก"
บททดสอบเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจริง จะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งต้นทุนการผลิต ความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก และกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเผชิญภาระการอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มขึ้น โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่เคยใช้อุ้มราคาดีเซลจนติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท
“เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือแบบวันต่อวัน และประเมินทุกฉากทัศน์อย่างรอบคอบ”
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมตลาดโลก วิกฤติครั้งนี้อาจเป็นอีกบททดสอบสำคัญของความมั่นคงพลังงานไทย และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของเศรษฐกิจโลก





