สถานการณ์ตะวันออกกลาง ปะทุสู่จุดวิกฤติสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังเกิดปฏิบัติการทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ ท่ามกลางกระแสข่าวสะเทือนโลกเรื่อง การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน และการประกาศ ปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน สำคัญของโลก ส่งผลให้ตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกทันที
แหล่งข่าวจาก กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ ราคาน้ำมันตลาดโลก พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ. 2569) ปิดที่ราว 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“ทิศทางราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัวขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาขายในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องอิงกลไกตลาดโลก อีกทั้งยังซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกจากต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น”
จับตา 4 มี.ค. นี้เสี่ยงพุ่งราคาแรง
แหล่งข่าวประเมินว่า ในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ อาจยังไม่ปรับขึ้นมากนัก เนื่องจากอ้างอิงราคาตลาดโลกของวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่วันอังคารที่ 3 มี.ค. 2569 เป็นวันหยุดราชการ จึงไม่น่าจะเห็นการปรับขึ้นในทันที
อย่างไรก็ตาม วันพุธที่ 4 มี.ค. 2569 ถือเป็น “จุดเสี่ยง” ที่ต้องจับตาใกล้ชิด หากการเจรจาระดับโลกยังไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันในประเทศอาจปรับขึ้นแรงตามตลาดโลก
“ไทยยังถือว่าโชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเสาร์ ทำให้มีช่วงเวลาประเมินสถานการณ์ และเปิดโอกาสให้การเจรจาในตะวันออกกลางอาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อราคาน้ำมันได้บ้าง” แหล่งข่าวกล่าว
เร่งเช็กสต็อก-ติดตามเรือผ่านฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างประเมินความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเร่งตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันคงเหลือว่าสามารถรองรับความต้องการใช้ได้กี่วัน
รวมถึงติดตามสถานการณ์เรือขนส่งน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าพลังงานโลก ว่ามีความล่าช้าหรือได้รับผลกระทบเพียงใด
เบื้องต้นต้องประเมินว่าน้ำมันสำรองที่มีอยู่จะเพียงพอรองรับความต้องการในประเทศได้อีกกี่เดือน เช่น 2-3 เดือน หรือราว 61 วัน เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจยืดเยื้อ
"เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือสถานการณ์ต้องไม่ขยายวงกว้าง หรือมีประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป"





