นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวในหัวข้อ“THAILAND'S SUSTAINOMY Context : Capturing New Growth and Mitigating Unprecedented Risks” ในงาน FUTURE READY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) วันนี้ (27 ก.พ.) ว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศไทยครั้งใหญ่ที่มีความสำคัญมากอีกครั้ง
จากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างการส่งออกของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอและเครื่องหนัง พัฒนาสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากการไหลเข้ามาของเงินทุนญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน (Turning Point) สำคัญ เนื่องจากเผชิญกับภาวะที่ถูกบีบจากทั้งประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีและประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำ ดังนั้นไทยจึงต้องเร่งยกระดับตัวเองขึ้นไปแข่งในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค
ปัจจุบันปัจจัยจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย โดย AI ไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่เพื่อป้อนระบบ AI ด้วย
ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้วางรากฐานอุตสาหกรรมใหม่ 5 สาขาสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้า ประกอบด้วย
1.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไทยประสบความสำเร็จในการดึงผู้ผลิตรายใหญ่มาตั้งฐานผลิต พร้อมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ
2.เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมุ่งเน้นการออกแบบชิป (Design) และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) โดยบริษัทระดับโลกอย่าง Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบในไทย และ Infineon กำลังจะเปิดโรงงาน Packaging และศูนย์ R&D แห่งแรกในไทย
3.อุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งมีการส่งเสริมการลงทุนไปแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท รวมกว่า 200 โครงการ พร้อมซัพพลายเชนที่ครบวงจร
4.ดิจิทัลและ AI ที่ครอบคลุมทั้ง Data Center และผลิตภัณฑ์ที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ต่อเนื่อง
และ5.หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robotics) ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะเติบโตเร็วมาก โดยไทยกำลังเตรียมซัพพลายเชนเพื่อป้อนชิ้นส่วนให้บริษัทชั้นนำของโลก
เลขาธิการบีโอไอย้ำว่า ความสำเร็จในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ด้าน คือ การพัฒนาทักษะคน (Reskill/Upskill) ให้ตรงกับเทคโนโลยีใหม่ การสร้างซัพพลายเชนที่ทันสมัย และการจัดหาพลังงานสะอาด ซึ่งขณะนี้ความต้องการพลังงานสะอาดเติบโตอย่างสูง โดยเฉพาะจากธุรกิจ Data Center และเซมิคอนดักเตอร์
โดยในด้านนโยบายพลังงาน นายนฤตม์เปิดเผยว่า ภาครัฐเตรียมเปิดตัว 2 กลไกสำคัญเพื่อรองรับนักลงทุน ได้แก่ Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถตรวจสอบที่มาได้ และ Direct PPA ที่จะนำร่องให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้ากันโดยตรงผ่านโครงข่ายของรัฐได้ 2,000 เมกะวัตต์ โดยเน้นกลุ่ม Data Center เป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนระดับโลกในระยะต่อไปด้วย





