นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่กลับมาเป็นบวกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท เป็นเครื่องพิสูจน์จากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของการบินไทยที่เดินหน้ากลยุทธ์ Network Airline หรือสายการบินที่เน้นการเชื่อมต่อการเดินทาง โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์กับการดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ดี การดำเนินงานในปี 2569 จะเป็นผลบวกอย่างไร มองว่าปัจจัยสำคัญคือการเพิ่มกำลังการผลิต การจัดหาเครื่องบินเข้ามาเพิ่มเพื่อรองรับดีมานด์ และนำมาวางกลยุทธ์สร้าง Network Airline ควบคู่ไปกับการบินแบบ Point-to-Point (จุดต่อจุด) ทำให้ในปี 2569 การบินไทยมีแผนเพิ่มความเข้มแข็งในฝูงบิน ทยอยรับมอบเครื่องบินรวม 28 ลำ ประกอบด้วย
- เครื่องบินลำตัวแคบรุ่น 321Neo ครบจำนวน 14 ลำ
- เครื่องบินลำตัวกว้างรุ่น 787-9 เช่าใหม่ 4 ลำ
- เครื่องบินลำตัวกว้างรุ่น 787-8 บอร์ดเพิ่งอนุมัติให้จัดเช่ามาอีก 10 ลำ
ทั้งนี้ในปี 2569 จะมีเครื่องบินปลดระวางออกจากฝูงบิน เช่น แอร์บัส 350 โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777-300ER ทำให้ฝูงบินในปีนี้ การบินไทยจะมีจำนวนเครื่องบินรวมทั้งหมด 102 ลำ แต่ใช้ปฏิบัติการบินจริง 99 ลำ เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีจำนวนเครื่องบินรวมประมาณ 80 ลำ และผลจากการเพิ่มจำนวนเครื่องบินนั้น จะทำให้การบินไทยมีขีดความสามารถกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2568 ทำให้รายได้เติบโตในระดับเดียวกันประมาณ 5% หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท จากปี 2568 ที่มีรายได้ราว 1.9 แสนล้านบาท
สำหรับเครื่องบินใหม่ของการบินไทย จะมีการปรับปรุงบริการภายในห้องโดยสารให้ตอบโจทย์การใช้งาน เพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ นั่งที่สามารถปรับเอนนอนราบได้ 180 องศา พื้นที่ระหว่างที่นั่งที่กว้างขึ้น ระบบความบันเทิงผ่านจอสัมผัสขนาด 17.3 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีระบบจอภาพความละเอียดระดับ 4K รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนบุคคล มาพร้อม User Interface (UI) รูปแบบใหม่ที่ใช้งานง่ายและตอบสนองรวดเร็ว ส่วนเครื่องยนต์สามารถส่งเสริมความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรองรับการใช้เชื้อเพลิง SAF





