วันที่ 27 ก.พ. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน “Futuready Dinner Thought” ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Sustainomy in the Making: Thriving New Growth, Rebuilding Thailand” โดยได้ระบุถึงทิศทางการขับเคลื่อนประเทศว่า โครงสร้างสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจของไทยหลังจากนี้จำเป็นต้องก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า "Sustainomy" ซึ่งตั้งอยู่บนฐานรากสำคัญ 4 มิติ ประกอบด้วย
ประการแรกคือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยภาครัฐต้องไม่มองเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องมุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (Potential Growth) ให้ขยายตัวแตะระดับ 4-5% ให้ได้ จากเดิมที่เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาเติบโตได้เพียง 2.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นในระดับ 3%
มิติที่สอง คือการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ไทยกลับไปเผชิญวิกฤตซ้ำรอยปี 2540 แม้ปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยจะมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 3% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงถึง 20% ตลอดจนมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่หนาแน่นถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ถึง 2.8 เท่า
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีจุดอ่อนเปราะบางในเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย ประกอบกับสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับกรอบเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 70%
สำหรับมิติที่สาม คือการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวและมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดมาจากข้อมูลระบบธนาคารที่พบว่า บัญชีที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีเพียง 1% ของบัญชีทั้งหมดในระบบ แต่กลับมีสัดส่วนมูลค่าเงินฝากรวมสูงถึง 80% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 14 ล้านล้านบาท
เช่นเดียวกับการถือครองทรัพยากรที่ดิน ซึ่งกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยที่สุด 20% ถือครองโฉนดที่ดินถึง 80% สวนทางกับกลุ่มคนฐานราก 20% แรกที่ถือครองโฉนดรวมกันไม่ถึง 1%
และมิติสุดท้ายคือการเติบโตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไทยมีพันธกิจระดับโลกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 30% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 ท่ามกลางความท้าทายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดถี่ขึ้น ดังเช่นอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่และแม่สาย ซึ่งส่งผลโดยตรงให้อันดับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของไทยร่วงลงจากกลุ่มท็อป 10 มาอยู่ที่ราวอันดับ 30
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดและผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Sustainomy นายเอกนิติได้นำเสนอยุทธศาสตร์เชิงรุกผ่านกลไก "4Ps" เริ่มต้นจากการผสานพลังระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public and Private) โดยเน้นหนักไปที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาดในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (PPP) เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังจากหนี้สาธารณะที่ใกล้เต็มเพดาน จึงต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนและนวัตกรรมจากภาคเอกชนเข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ
ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เร่งออกหน้าผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เน้นพลังงานสะอาด การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง
ในส่วนมิติของประชาชน (People) รัฐบาลได้ให้น้ำหนักไปที่การยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรับมือกับโครงสร้างสังคมสูงวัยและภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยมีไม้เด็ดคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐ รัฐบาลเตรียมคลอดโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือให้ความรู้และสร้างเกราะป้องกันมิจฉาชีพทางไซเบอร์แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคน รวมถึงกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.4 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังเตรียมดึง AI มาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้กับร้านค้ารายย่อยบนแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยทำระบบบัญชีและวิเคราะห์ช่วงเวลาที่ยอดขายดีที่สุด โดยข้อมูลพฤติกรรมการค้าขายเหล่านี้จะถูกนำไปแปลงเป็นเครดิตสกอริ่งเพื่อพิจารณาปล่อยสินเชื่อดิจิทัลในวงเงิน 10% ของยอดขาย ซึ่งกลไกนี้จะช่วยให้พ่อค้ารายเล็กรายน้อยเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ง่ายขึ้น และเป็นการล้างบางปัญหาหนี้นอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในมิติสุดท้ายด้านสิ่งแวดล้อม (Planet) รัฐบาลได้วางวิสัยทัศน์ในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวให้จับต้องได้และสามารถสร้างรายได้จริงให้กับชุมชนฐานราก โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจาก "สระบุรีโมเดล" ที่ชาวบ้านสามารถต่อยอดสร้างรายได้เสริมจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ
รวมถึงกรณีศึกษาของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่พลิกบทบาทมารวมตัวกันปลูกข้าวอินทรีย์และระดมทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้เองภายในกลุ่ม ส่งผลให้สามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานลงได้ถึง 50% โดยก้าวข้ามข้อจำกัดไม่ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินของรัฐ ถือเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่าเศรษฐกิจสีเขียวสามารถสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากได้อย่างแท้จริง





