ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลกผันผวน สงครามภูมิรัฐศาสตร์ และวัฏจักรอุตสาหกรรมพลังงานที่เปลี่ยนผ่าน “ปตท.” ประกาศเกมรุกครั้งสำคัญ ปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบหลายปี ชูโครงการ “Genesis” ดึงพันธมิตรระดับโลกเสริมแกร่งกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น พร้อมเดินหน้าแผน Asset Monetization จัดตั้งโครงสร้างเงินทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) และเร่งสร้างกระแสเงินสดแตะ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2569
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้เป็นการ เลือกสู้ในเกมที่ถนัด และเสริมพันธมิตรในเกมที่ต้องใช้ขนาดและเทคโนโลยี เพื่อให้กลุ่ม ปตท. ยืนระยะได้ในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีโลกที่แข่งขันรุนแรง
ปรับโครงสร้าง P&R ดึงโกลบอลพาร์ทเนอร์ร่วมลงทุน
หัวใจสำคัญอยู่ที่การ Reshape ธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่น (P&R Portfolio) ภายใต้โครงการ Genesis โดยมีเป้าหมายชัดเจนภายในปี 2569 ในการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก (Global Partner) เข้าร่วมลงทุนในบริษัทแฟลกชิปของกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)
แนวคิดหลักคือ การเปิดรับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง วัตถุดิบต้นน้ำ เครือข่ายตลาดปลายน้ำ หรือการบริหารต้นทุน เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันท่ามกลางกำลังการผลิตส่วนเกินในภูมิภาค และความผันผวนของมาร์จิ้นปิโตรเคมี
อย่างไรก็ตาม ปตท. จะยังคงสถานะ ผู้ถือหุ้นใหญ่ (Major Shareholder) ในบริษัทแฟลกชิป เพื่อรักษาความเป็นแกนหลักของกลุ่ม และคงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ
การปรับพอร์ตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขายสินทรัพย์ แต่เป็นการ “ยกระดับพันธมิตร” เพื่อสร้าง Synergy เชิงลึกตลอด Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินในระยะยาว
รวมสินทรัพย์ “ถัง–ท่อ–ท่า” ตั้ง PTT Tank ปั้น Infrastructure Flagship
อีกแกนยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านโครงการ Asset Monetization (A1-C) โดยทยอยโอนทรัพย์สินประเภท ถังเก็บ (Tanks) ท่อส่ง (Pipelines) และท่าเทียบเรือ (Jetties) จากบริษัทลูก มารวมศูนย์ไว้ที่ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank)
เพื่อยกระดับเป็น Infrastructure Flagship ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์เชิงระบบของทั้งกลุ่มให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คาดว่าเฟสแรกจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2569
โมเดลทางการเงินที่ใช้คือ การจัดทำ Financing Package โดยอาศัยเครดิตเรตติ้งที่แข็งแกร่งของ ปตท. จัดหาแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำมาทดแทนเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่ม พร้อมเปิดทางดึงพันธมิตรในรูปแบบ Infrastructure Fund เข้ามาร่วมลงทุน โดยโครงสร้างดังกล่าวจะช่วย ลดภาระเงินลงทุนผูกติด (Capital Tie-up), เพิ่มกระแสเงินสด (Free Cash Flow), ผลักดัน ROE ให้สูงขึ้น และสร้างแพลตฟอร์มสินทรัพย์ที่โปร่งใสและมีมูลค่าชัดเจน
ขณะเดียวกัน ปตท. จะยังคงอำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ
เป้าหมายกระแสเงินสด 1 แสนล้าน คุมวินัยการเงินเข้ม
ทั้งนี้ ปตท. ตั้งเป้าเพิ่มกระแสเงินสดสะสม 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2568-2569 โดยในปี 2568 สามารถสร้างกระแสเงินสดเพิ่มแล้วราว 17,000 ล้านบาท และเพิ่มกำไรสุทธิจากโครงการ Profit Enhancement ได้ 14,700 ล้านบาท
ปี 2568 กลุ่ม ปตท. มีกำไรสุทธิ 90,166 ล้านบาท และประกาศจ่ายเงินปันผล 2.30 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็นปันผลปกติ 2.10 บาท และปันผลพิเศษ 0.20 บาทต่อหุ้น นับเป็นการจ่ายปันผลพิเศษครั้งแรก สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
"การเพิ่ม ROE และบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสพิจารณาปันผลพิเศษในอนาคต หากมีสภาพคล่องส่วนเกิน"
เดินหน้าควบคู่ Net Zero-CCS-ไฮโดรเจน
แม้จะเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจหลัก ปตท. ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ผ่านการลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และธุรกิจไฮโดรเจน ซึ่งถูกวางเป็น New S-Curve ระยะยาว ควบคู่การรักษาสมดุล Energy Trilemma ทั้งด้านความมั่นคง ราคาแข่งขันได้ และความยั่งยืน
นายคงกระพัน กล่าวว่า กลยุทธ์ทั้งหมดตั้งอยู่บนหลัก โฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ เสริมความแข็งแรงจากภายใน และผนึกกำลังพันธมิตรภายนอก เพื่อให้ ปตท. เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ
"การเปิดรับพันธมิตรระดับโลกในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น รวมถึงการตั้งโครงสร้างลงทุนผ่าน Infrastructure Fund จึงไม่ใช่เพียงการบริหารการเงิน แต่เป็นการ 'รีเซ็ตโครงสร้างการแข่งขัน' ของกลุ่มพลังงานแห่งชาติในเวทีโลก"
ปี 2569 จึงนับเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่ ปตท. กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตด้วยการลงทุนเอง สู่การเติบโตด้วย "พลังพันธมิตร” และการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น และเสริมเสถียรภาพพลังงานไทยในระยะยาว
นายคงกระพัน ยังกล่าวถึง กรณีที่กระทรวงพลังงานมีแนวทางจะบรรจุเชื้อเพลิงแอมโมเนียสัดส่วน 5% ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ( PDP) ฉบับ 2026 โดยไปยกเลิกเชื้อเพลิงไฮโดรเจน 5% ออกจากแผน PDP 2026 ว่า ปัจจุบัน ปตท. นำเข้าแอมโมเนียอยู่แล้ว เพื่อใช้ในธุรกิจปิโตรเคมี ดังนั้นหากภาครัฐจะเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากไฮโดรเจนเป็นแอมโมเนียในแผน PDP ใหม่ เพื่อผสมเป็นเชื้อเพลิงใช้ในโรงไฟฟ้า ทาง ปตท. จะต้องหารือกับกระทรวงพลังงานว่าจะนำเข้าเพิ่มหรือไม่อย่างไรต่อไป
ทั้งนี้เห็นว่าปัจจุบันเชื้อเพลิงไฮโดรเจนยังมีราคาแพงกว่าแอมโมเนียมาก และโรงไฟฟ้าสามารถปรับเปลี่ยนนำเชื้อเพลิงแอมโมเนียมาผสมเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าได้ ซึ่งน่าจะคุ้มทุนกว่าการใช้ไฮโดรเจน ส่วนในอนาคตยังมองว่าเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นก่อนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ทาง ปตท. เชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐได้ เพื่อให้ ปตท. ดูแลพลังงานประเทศได้อย่างมั่นคงต่อไป และอยากให้ภาครัฐมุ่งส่งเสริมและบูรณาการด้านการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยส่งเสริมด้านสัญญา การออกกฎหมาย และมาตรการส่งเสริมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เนื่องจาก CCS จะเป็นวิ่งที่ทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ประเทศได้ต่อไป





