นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังนำคณะเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานคลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) เมืองอิชิการิ เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น Ishikari LNG Terminal ซึ่งดำเนินงานโดย Hokkaido Gas Co., Ltd.
นายจตุรงค์ กล่าวว่า Ishikari LNG Terminal เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบก๊าซธรรมชาติและความมั่นคงด้านพลังงานของเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น โดย Terminal แห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ Ishikari Bay New Port ซึ่งเป็นเขตท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของฮอกไกโด
รองรับการขนส่งระหว่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้วยทำเลที่เชื่อมโยงได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเมืองหลัก Ishikari LNG Terminal จึงเป็นจุดที่สำคัญสำหรับการนำเข้า LNG (Liquefied Natural Gas) เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการสูง
LNG Terminal คือสถานีรับก๊าซธรรมชาติในสถานะของเหลวซึ่งถูกทำให้เย็นจนมีอุณหภูมิต่ำมากเพื่อให้มีปริมาตรเล็กลง เหมาะแก่การขนส่งทางเรือ เมื่อเรือขนส่ง LNG เดินทางมาถึง Terminal จะมีขั้นตอนรับ LNG เข้าสู่ระบบ ผ่านกระบวนการถ่ายเทจากเรือเข้าสู่ถังเก็บ จากนั้น LNG จะถูกนำไปผ่านระบบแปรสภาพกลับเป็นก๊าซธรรมชาติ (Regasification) โดยในพื้นที่ฮอกไกโด จะจ่ายเข้าสู่เครือข่ายท่อก๊าซ (gas pipeline network) เพื่อส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทาง
สำหรับพื้นที่อย่าง ฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นและมีความต้องการพลังงานความร้อนสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ความมั่นคงด้านพลังงานจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ ฮอกไกโดไม่มีท่อก๊าซเชื่อมต่อกับเกาะฮอนชู (ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น) ทำให้ฮอกไกโดจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ทางเรือเป็นหลัก Ishikari LNG Terminal จึงเปรียบเสมือน “คลังสำรองพลังงาน” ที่ช่วยให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนด้านพลังงาน เช่น ภาวะอากาศรุนแรง ปัญหาด้านโลจิสติกส์ หรือความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ปตท. มองเห็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างประเทศ โดยอาศัย “ความแตกต่างของช่วงเวลาความต้องการใช้พลังงานสูงสุด” ระหว่างไทยและญี่ปุ่น สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาว
พลิกความต่างฤดูกาล สู่โมเดล Inventory ข้ามพรมแดน
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาดูงานพบว่า เกาะฮอกไกโดมีความต้องการใช้ก๊าซ LNG พุ่งสูงในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากนำไปใช้เป็นพลังงานทำความร้อน ส่งผลให้การสำรองก๊าซในถังเก็บ (Storage) เต็มความจุในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนที่ความต้องการจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังพ้นฤดูหนาว
ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าสูงสุดในช่วงฤดูร้อน เพื่อรองรับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็น ความ “ลักลั่นของฤดูกาล” นี้จึงกลายเป็นช่องว่างเชิงกลยุทธ์ ที่ ปตท. และพันธมิตรญี่ปุ่นสามารถร่วมกันพัฒนาโมเดลบริหารจัดการคลังสำรองก๊าซ (Inventory Management) ข้ามประเทศ
แนวคิดสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนหรือฝากเก็บก๊าซในช่วงที่แต่ละฝ่ายมีความต้องการต่ำ ช่วยให้สามารถบริหารสต๊อก LNG ได้อย่างยืดหยุ่น ลดความเสี่ยงด้านอุปทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์คลังเก็บให้สูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างคลังใหม่เพิ่มเติม
“เราสามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของ Seasonal Demand ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น สร้างความร่วมมือเชิงพาณิชย์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในมิติความมั่นคงพลังงานและการเพิ่ม Utilization ของคลัง LNG”
อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางการค้า LNG โลก ที่มุ่งสู่ความยืดหยุ่นสูง (Flexible LNG Portfolio) และการบริหารสัญญา-ปริมาณส่งมอบแบบ Dynamic มากขึ้น เพื่อลดความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก
ถอดรหัสเทคโนโลยี IHI ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
ในด้านวิศวกรรมและการก่อสร้าง ปตท. ยังได้ศึกษาพัฒนาการเทคโนโลยีถังเก็บ LNG จาก IHI Confidential ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักและผู้ก่อสร้างถังเก็บ LNG หลายโครงการในประเทศไทย อาทิ พื้นที่มาบตาพุด
ปัจจุบันเทคโนโลยีถังเก็บ LNG มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติขนาด ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นของโครงสร้าง ได้แก่
1. การขยายความจุถังเก็บ จากเดิมขนาด 180,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2012) สู่ระดับ 200,000 (ปี 2016) และ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2018) และเพิ่มถังที่ 4 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2020) ซึ่งช่วยเพิ่ม Economies of Scale
2. การยกระดับค่าดัชนีความปลอดภัย (Safety Factor) ให้สูงขึ้นต่อเนื่อง รองรับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
3. ระบบท่อส่งก๊าซและโครงสร้างทนแผ่นดินไหว ออกแบบให้รองรับแรงสั่นสะเทือนระดับสูง ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญด้านความปลอดภัยในประเทศที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวอย่างญี่ปุ่น
"การเรียนรู้เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่ LNG ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel)"
ศึกษา “แอมโมเนีย 100%” เชื้อเพลิงสะอาดแห่งอนาคต
อีกหนึ่งหมากสำคัญในยุทธศาสตร์ Energy Transition ของ ปตท. คือ การเร่งศึกษา “แอมโมเนีย” ในฐานะเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ โดยอ้างอิงความสำเร็จของ IHI ที่สามารถทดลองใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้ 100% สำหรับผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่า 99%
นอกจากนี้ แอมโมเนียจึงถูกจับตาในฐานะพลังงานทางเลือกสำคัญ ทั้งในรูปแบบเชื้อเพลิงตรง (Direct Combustion) และในฐานะพาหะขนส่งไฮโดรเจน (Hydrogen Carrier)
อย่างไรก็ตาม ปตท. ยอมรับว่ายังมีโจทย์ท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะด้านต้นทุน เนื่องจาก “กรีนแอมโมเนีย” ซึ่งผลิตจากพลังงานหมุนเวียน มีราคาสูงกว่า LNG ราว 3 เท่าในปัจจุบัน อีกทั้ง ยังต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด เนื่องจากแอมโมเนียมีความเป็นพิษสูง
ในส่วนของความพร้อมเชิงโครงสร้าง ปตท. ได้เริ่มศึกษาการปรับปรุงถังเก็บแอมโมเนียที่มีอยู่เดิมในกลุ่ม PTT Tank เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต สะท้อนการวางหมากล่วงหน้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาว
ปักหมุดไทยสู่ Energy Hub แห่งอาเซียน
นายจตุรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของ ปตท. คือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและส่งออกพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Energy Hub)
การสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาโมเดลธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในเวทีโลก
ท่ามกลางบริบทพลังงานโลกที่ผันผวนและแรงกดดันด้าน Decarbonization ที่ทวีความเข้มข้น ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการศึกษาดูงานต่างประเทศ หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่พลังงานภูมิภาค และปักหมุดสู่อนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม





