ท่ามกลางแรงกดดันด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและมาตรการคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำคณะสื่อมวลชนไทยศึกษาดูงานโครงการ Tomakomai CCS Demonstration Project เมืองโทมาโกไม จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ต้นแบบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) แบบครบวงจรแห่งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลลึกสะสมกว่า 300,000 ตัน และอยู่ระหว่างการติดตามผลระยะยาว ก่อนขยายสู่เชิงพาณิชย์ภายในปี 2573
CCS ครบวงจร ยันปลอดภัยในประเทศแผ่นดินไหวสูง
โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย Japan CCS Co., Ltd. ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณ 100% จากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนา CCS อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการออกแบบกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนขยายผลระดับประเทศ
โครงการเริ่มฉีดกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2559 ในกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี โดยดักจับคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรม เช่น กระบวนการผลิตไฮโดรเจนในโรงกลั่น ก่อนอัดฉีดลงสู่ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ทะเลลึกประมาณ 1,000-3,000 เมตร ซึ่งมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเหมาะสมและสามารถกักเก็บได้อย่างปลอดภัย
ปี 2562 โครงการบรรลุเป้าหมายกักเก็บสะสม 300,000 ตัน ก่อนเข้าสู่ช่วง Post-Injection Monitoring เพื่อติดตามเสถียรภาพของชั้นหิน อุณหภูมิ แรงดัน และความเสี่ยงการรั่วไหลในระยะยาว โดยเฉพาะในประเทศที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวสูงอย่างญี่ปุ่น
นายทานากะ จิโร่ รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกิจการต่างประเทศ บริษัท Japan CCS จำกัด กล่าวยืนยันว่า หากตรวจพบความผิดปกติ ระบบจะหยุดการฉีดทันที พร้อมมีระบบตรวจวัดการสั่นสะเทือนและโครงสร้างใต้ดินแบบเรียลไทม์ เพื่อรับประกันความปลอดภัยสูงสุด
เทคโนโลยีครบห่วงโซ่ "ดักจับ-ขนส่ง-กักเก็บ"
สำหรับกระบวนการ CCS ของ Tomakomai ครอบคลุมตั้งแต่ 1. Capture แยกคาร์บอน ความบริสุทธิ์กว่า 99% จากแหล่งกำเนิด 2. Compression & Transport อัดและขนส่งผ่านท่อหรือเรือในรูปแบบของเหลวภายใต้ความดันต่ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 3. Injection & Storage ฉีดกักเก็บในชั้นหินใต้ทะเลที่มีคุณสมบัติคล้ายรังผึ้ง สามารถกักเก็บได้ระยะยาว
สำหรับต้นทุนปัจจุบันอยู่ที่ 12,000-20,000 เยนต่อตัน (ประมาณ 2,400-4,000 บาท) และมีเป้าหมายลดลงเหลือราว 8,000 เยนต่อตันในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาและเกิดการประหยัดต่อขนาด
CCS กลไกสำคัญรับ “Hard-to-abate”
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงาน มองว่า CCS เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักควบคู่พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมลดคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์
ในบริบทโลกที่เริ่มใช้มาตรการกำหนดราคาคาร์บอน และภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) เทคโนโลยี CCS จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกรักษาขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า
บทเรียน “สื่อสารชุมชน” ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ
อีกมิติสำคัญของโครงการ คือ การสร้างการยอมรับของสังคม (Public Acceptance) เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือและเขตเมือง โครงการจึงเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส จัดเวทีสื่อสารกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมรายงานผลการติดตามด้านความปลอดภัยต่อสาธารณะ
แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนา CCS ในระดับอุตสาหกรรมในอนาคต
ลุยศึกษาต้นแบบ หวังปูทาง Net Zero ไทย
การศึกษาดูงานครั้งนี้สะท้อนทิศทางของ ปตท. ในการแสวงหาเทคโนโลยีรองรับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero Emissions โดย CCS จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญควบคู่การลงทุนพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานใหม่
Tomakomai CCS Demonstration Project จึงไม่เพียงเป็นโครงการทดลอง หากแต่เป็น “สนามพิสูจน์” ว่า CCS สามารถดำเนินการได้จริง ปลอดภัย และตรวจสอบได้ในระยะยาว ก่อนก้าวสู่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบภายในปี 2030 ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของโลกในการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน





