การดำเนินงานบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยมีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรปกติที่ 18,108 ล้านบาท และมีกำไรปกติสูงถึง 5,261 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า
ในขณะที่การลงทุนมีทิศทางที่ดีหลังจากปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยว่า ปี 2569 แม้โลกเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นโอกาสทองของไทยในการดึงเงินลงทุน
โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Economy) อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซนเตอร์ คลาวด์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเห็นกระแสการย้ายฐานการผลิตเข้ามาต่อเนื่อง
"ตอนนี้โลกเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนขั้วอำนาจ (Changing World Order) มีจีนขึ้นมาท้าทายสหรัฐ โลกไม่ขับเคลื่อนด้วยภูมิรัฐศาสตร์อย่างเดียวแล้ว แต่คือ ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic) ที่ทุกอย่างเกี่ยวพันหมด สิ่งเหล่านี้คือ โอกาสมหาศาลที่เราต้องคว้าเอาไว้"
โดยปัจจุบันบริษัทดึงกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และเซมิคอนดักเตอร์เข้ามามากขึ้น และกำลังเจรจากับประเทศขนาดใหญ่เพื่อดึงให้ไทยเป็นฐานการลงทุนแห่งที่สอง ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าของบริษัทเป็นต่างชาติถึง 83% ทั้งจากจีน ญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป
นอกจากนี้ยังมีข่าวดีว่าลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกในกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยชะลอการลงทุนไปในยุคทรัมป์สมัยแรก กำลังจะกลับมาลงทุนอีกครั้งโดยต้องการใช้พื้นที่มากกว่า 400 ไร่ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในไทย
นักลงทุนเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่
นางสาวจรีพร กล่าวว่า มุมมองนักลงทุนปัจจุบันมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดใหม่มากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะมีเสถียรภาพ และอยู่ได้ยาว ไม่เกิดปัญหาการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยทุก 2 ปีเหมือนในอดีตที่ทำให้ความต่อเนื่องสะดุดลง
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเลือกดึงมืออาชีพของจริงเข้ามาบริหารในแต่ละกระทรวงถือเป็นสัญญาณที่ดี และจะช่วยผลักดันให้ไทยเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ มีนโยบายสนับสนุนการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เต็มที่ โดยเห็นด้วยกับแนวทาง และนโยบายของภาครัฐ 3 ข้อหลัก ที่จะสนับสนุนการลงทุนเข้ามาในประเทศได้ ได้แก่
1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) โดยเฉพาะพลังงานสะอาดเพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI
2.การพัฒนาบุคลากร (Human Capital)เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่
3.การปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย และลดความซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทได้เตรียมงบลงทุนก้อนใหญ่ 16,500 ล้านบาท ซึ่งได้จัดสรรเม็ดเงินกระจายไปยังธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 9,000 ล้านบาท ธุรกิจโลจิสติกส์ 3,700 ล้านบาท ธุรกิจสาธารณูปโภค และพลังงาน 2,900 ล้านบาท ธุรกิจโมบิลิตี้ 600 ล้านบาท และธุรกิจดิจิทัลอีก 300 ล้านบาท
พร้อมตั้งเป้ารายได้ และส่วนแบ่งกำไรปกติในปีนี้ทะยานสู่ระดับ 20,000 ล้านบาท สัดส่วน EBITDA Margin สูงกว่า 45% และอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 1.2 เท่า
ต่อยอดผู้นำธุรกิจ “ภูมิภาค”
ขณะเดียวกัน จะเร่งการขับเคลื่อน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การต่อยอดความเป็นผู้นำในไทย และภูมิภาค การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และการทรานส์ฟอร์มองค์กร
สำหรับเป้าหมายใน 5 กลุ่มธุรกิจสำหรับปี 2569 แบ่งออกเป็น
1.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวม 2,500 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในไทย 2,300 ไร่ และเวียดนาม 200 ไร่ โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการแปลงสัญญาจองซื้อ (LOI/MOU) เป็นสัญญาซื้อขายจริงได้แล้วกว่า 900 ไร่ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา พร้อมเร่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ WHA ESIE 5 พื้นที่กว่า 6,490 ไร่
รวมทั้ง เดินหน้าขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกระแส FDI ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยเน้นการพัฒนาโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าในนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ (Thanh Hoa) ซึ่งตลาดโรงงานให้เช่าในเวียดนามกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
2.ธุรกิจโลจิสติกส์ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เช่าใหม่ 200,000 ตารางเมตร ทำให้มีพื้นที่บริหารจัดการรวมแตะ 3.43 ล้านตารางเมตร พร้อมเตรียมขยายพื้นที่โรงงานให้เช่าอีก 90,000 ตารางเมตร บริเวณทางหลวงเส้น 331 (แหลมฉบัง-ระยอง) รองรับกลุ่มลูกค้าตามเส้นทางคมนาคมหลัก โดยมีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ WHART และ WHAIR พื้นที่รวม 193,000 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่า 4,700 ล้านบาท
3.ธุรกิจสาธารณูปโภค และพลังงานตั้งเป้ายอดจำหน่ายน้ำ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาลจากกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ ส่วนธุรกิจไฟฟ้าตั้งเป้าเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) สะสม 1,124 เมกะวัตต์ เน้นพลังงานหมุนเวียนและโซลูชันพลังงานสีเขียว
4.ธุรกิจโมบิลิตี้ภายใต้แบรนด์ Mobilix ตั้งเป้าเพิ่มยอดให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สะสมเป็น 637 คัน พร้อมพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม Mobilix Software Solution
เดินหน้า“ดิจิทัล”เสริมประสิทธิภาพ
5.ธุรกิจดิจิทัลเดินหน้านำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ เช่น การใช้แอปพลิเคชันจัดการอาคาร (LBMS) และการเริ่มใช้โดรนร่วมกับระบบ AI (AI Drone) ในการตรวจสอบสภาพหลังคาโรงงานทดแทนแรงงานคน ซึ่งบริการเหล่านี้เตรียมต่อยอดขยายการให้บริการแก่ลูกค้าของบริษัทต่อไป
นางสาวจรีพร กล่าวทิ้งท้ายว่าความสำเร็จ และแผนงานทั้งหมดนี้ ตอกย้ำถึงความพร้อมของ WHA Group ในการรับมือกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้พันธกิจ “WHA: shape the future for Thailand” ที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





