วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดแผนเจรจาดีลการค้า ‘สหรัฐ’ ผนึกเอกชนรับมือภาษีทรัมป์

เปิดแผนเจรจาดีลการค้า ‘สหรัฐ’ ผนึกเอกชนรับมือภาษีทรัมป์

การจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ต้องสะดุดเมื่อศาลฎีกาของสหรัฐมีคำวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569

ภายหลังมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐดังกล่าว ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากรทั่วโลกใหม่อัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 มีตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.2569

หลังจากนั้นวันที่ 21 ก.พ.2569 ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศจะใช้อัตราภาษี 15% เป็นระดับที่ได้รับอนุญาต และตรวจสอบตามกฎหมายแล้วมีผลบังคับใช้ทันที แต่ยังไม่ออกเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร

“เครือเนชั่น” สัมภาษณ์ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐ

น.ส.โชติมา กล่าวว่า ขณะนี้ภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ที่ 10% และกำลังรอดูว่าจะมีคำสั่ง Executive Order กำหนดอัตรา 15% ออกมาเมื่อไหร่ ซึ่งยังเป็นอัตราที่ดีกว่า 19% ที่ไทยได้รับช่วงการเจรจาเมื่อปี 2568 แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะคงอยู่นานเพียงใด เพราะประเทศที่เคยถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 30% หากถูกลดมาอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกัน จะกลายมาเป็นคู่แข่งในตลาดสหรัฐทันที

เปิดแผนเจรจาดีลการค้า ‘สหรัฐ’ ผนึกเอกชนรับมือภาษีทรัมป์

ทั้งนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รับมอบนโยบายจากรัฐบาลติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยขณะนี้รอเอกสารทางการจากสหรัฐว่าการประกาศภาษีกับประเทศคู่ค้าอัตราเดียวกัน 15% จะเป็นอย่างไร

สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐที่ผ่านมามีหลายระดับ โดยการเจรจารอบล่าสุดเดือนม.ค.- ก.พ.2569 เป็นการเจรจารายหัวข้อและแต่ละฝ่ายส่งผู้เชี่ยวชาญมาหารือ ซึ่งฝ่ายไทยมีผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และหลังจากนี้ทั้ง 2 ฝ่าย กลับไปทำการบ้านก่อนนัดเจรจารอบใหม่

“หัวข้อการเจรจาของไทยใกล้เคียงกับที่สหรัฐหารือกับมาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งแต่ละประเทศจะมีประเด็นเฉพาะตัว” 

หารือเอกชนรับฟังมือภาษีสหรัฐ

ส่วนการรับมืออัตราภาษีของสหรัฐได้เตรียมความพร้อม โดยหลังมีประกาศอัตราภาษีจะเร่งเจรจาสหรัฐทันที รวมทั้งจะเชิญสมาคมการค้ามาหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปิดช่องว่างการเจรจา และชี้แจงรายละเอียดให้ผู้ประกอบการทราบข้อยกเว้นภาษีตามมาตรา 122 ภายใต้ Trade Act 1974 ที่จะมีสินค้าเพิ่มเติมจากประกาศก่อนหน้าหลายรายการ

ขณะเดียวกันไทยกำลังเตรียมรายการสินค้าที่ยังไม่อยู่ในบัญชีสินค้าขอยกเว้นที่มีอยู่ เพื่อส่งให้สหรัฐพิจารณาในการเจรจาระดับเทคนิค รวมถึงเตรียมรับมือกับมาตรา 301 ภายใต้Trade Act1974 ที่อาจถูกนำมาใช้ในช่วง 150 วันนับจากนี้ด้วย

รวมถึงความเสี่ยงในประเด็นสินค้าที่เข้าข่ายสวมสิทธิ (transshipment)ไทยชี้แจงความคืบหน้ากับสหรัฐต่อเนื่อง และสหรัฐยอมรับว่าจัดการได้ดี โดยกรมการค้าต่างประเทศประสานงานกรมศุลกากรสหรัฐ และทำงานร่วมกันใกล้ชิดทำให้ช่วงที่ผ่านมาไม่ถูกกดดันประเด็นนี้

นอกจากนี้ การเจรจาเปิดตลาดสินค้า และการเข้าไปลงทุนในสหรัฐ เป็นอีกประเด็นที่มีการหารือ โดยการเปิดตลาดสินค้าบางรายการให้สหรัฐต้องหารืออีกเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะสินค้าบางรายการมีการควบคุม และการนำเข้าต้องมีกระบวนการตรวจรับรอง

ส่วนการลงทุนในสหรัฐที่ไทยมีข้อเสนอไปด้วย ไม่ได้โฟกัสเป็นประเด็นหลักในการเจรจากับไทย ซึ่งต่างจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่สหรัฐให้น้ำหนักในการเจรจาด้วย เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยที่ผ่านมารัฐบาลก็ส่งเสริมภาคธุรกิจที่มีความพร้อมไปลงทุนต่างประเทศ เช่น ด้านพลังงาน

ตั้งเป้าปิดดีล FTA "ไทย-EU" ปีนี้

นอกจากนี้ แผนการขยายตลาดของไทยได้ครอบคลุมการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยกำลังเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ที่มีความคืบหน้าต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดประชุมต้นเดือนก.พ.2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปิดการเจรจาได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท

สำหรับรายละเอียดข้อตกลงที่เหลือใกล้สรุปก่อนเข้าสู่ข้อบทที่ยาก โดยไทยศึกษาความตกลงที่ EU สรุปกับอินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อประกอบการเจรจาด้วย แต่การเจรจากับ EU ไม่ง่ายนักเพราะมีข้อตกลงที่มาตรฐานสูง และเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของทีมเจรจา

น.ส.โชติมา ยอมรับว่า ประเด็นที่ยากที่สุดในการเจรจากับ EU คือ การเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง EU ต้องการให้ไทยขยายเวลาการคุ้มครองออกไป

รวมถึงมีประเด็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีเจตนารมณ์ใกล้เคียงกัน แต่ข้อบทมีความซับซ้อนสูงจนต้องให้ผู้แทนหน่วยงานอื่นร่วมเจรจา อีกทั้งมีประเด็นใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในข้อตกลงอื่น เช่น พลังงาน และวัตถุดิบ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรที่มีความกังวล และมีแรงกดดันจากเกษตรกรในประเทศ รวมถึงมาตรฐานการผลิต และกระบวนการตรวจสอบแตกต่างกัน

"การเจรจากับ EU ไม่เหมือนสหรัฐ เพราะเขาจะฟังเรามาก และให้เราพูดถึงความกังวลตั้งแต่ต้น และนำข้อเสนอไทยไปพิจารณาด้วย โดยผู้เจรจาเป็นคณะกรรมาธิการยุโรป ต้องนำข้อมูลไปหารือกับ 27 ประเทศสมาชิก ทำให้กระบวนการเจรจามีการถ่วงดุลความต้องการทุกฝ่าย แม้ใช้เวลามากแต่ไทยตั้งเป้าปิดการเจรจาภายในปี 2569 เพราะประเทศรอบข้างในอาเซียนขยับหมดแล้ว เราจึงต้องเร็ว”

เดินหน้าเจรจา FTA หลายประเทศ

สำหรับ FTA กับประเทศอื่นมีความคืบหน้า ประกอบด้วย 

  • FTA ไทย-เกาหลีใต้ มาถึงช่วงสุดท้ายอยู่ขั้นตอนหาจุดลงตัวในประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีข้อจำกัดในการเปิดตลาด ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายสรุปภายในปี 2569 
  • FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ลงนามเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 และคาดว่าจะบังคับใช้ได้ในเดือนม.ค.2570
  • FTA ไทย-ภูฏาน การเจรจาเสร็จแล้ว และเตรียมเสนอรัฐสภา
  • FTA ไทย-ศรีลังกา ที่ลงนามแล้ว แต่รอขั้นตอนทางกฎหมาย และรอดูสถานการณ์ภายในของศรีลังกา
  • FTA ไทย-แคนาดา ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเดินหน้าการเจรจาแต่ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน ขณะที่ข้อตกลงอาเซียน-แคนาดา เจรจามาแล้ว 17 รอบ ยังไม่สำเร็จแต่ตั้งเป้าจบปีนี้เช่นกัน

ลุยทบทวนข้อตกลง JTEPA

นอกจากนี้มีแผนทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในปี 2570 ส่วนข้อตกลง FTA ไทย-เปรู ดำเนินการทบทวนไปแล้ว และกำลังจัดทำถ้อยคำให้เสร็จภายในเดือนพ.ค.2569 เพื่อเตรียมลงนาม

ขณะที่ตลาดตะวันออกกลาง อยู่ระหว่างการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UEA) ซึ่งติดขัดประเด็นสุดท้ายคล้ายกรณีเกาหลีใต้ รวมทั้งมีการขยายตลาดใหม่ในซาอุดีอาระเบียที่เป็นการเจรจาความร่วมมือทางการค้า แม้ไม่ใช่ FTA แต่จะส่งเสริมการสร้างตลาดใหม่ ซึ่งซาอุดีอาระเบียเน้นมาตรฐานสินค้าสูง โดยเฉพาะสินค้ามันสำปะหลังอัดเม็ด และอาหารสัตว์ที่ต้องผ่านการทดสอบเข้มงวด

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์