วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

การประเมิน B Ready ของธนาคารโลก กับ ด้านบริการทางการเงิน

การประเมิน B Ready ของธนาคารโลก กับ ด้านบริการทางการเงิน

หลายท่านคงได้ทราบข่าวการประเมิน Business Ready หรือ B-READY โดยธนาคารโลก ที่จะเกิดขนึ้ ในปีนี้ โดย ปัจจุบันธนาคารโลกได้เปลี่ยนการประเมินความยากง่าย และการมีประสทธิภาพในการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ

จากเดิมที่ใช้ Ease of doing business มาใช้ดัชนี B-READY แทน โดยได้เริ่มการประเมินผลตามดัชนีตัวใหม่นี้กับ ประเทศต่างๆ ตั้งแต่ปี 2567 และประเทศไทยจะได้รับการประเมินเป็นกลุ่มประเทศสุดท้ายในปี 2569 นี้ การประเมิน B-READY มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้วัด ความพร้อมของประเทศในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจและการลงทุนของภาคเอกชน นอกจากจะทำให้เราได้ทราบสถานะของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ยังช่วยสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ประเทศควรต้องพัฒนาหรือจัดให้มีเพิ่มเติมอีกด้วย 

เกณฑ์การประเมิน B -READY นี้ มีทั้งสิ้น 10 หัวข้อหลัก และมากกว่า 1,000 ตัวชี้วัด หัวข้อหลักที่จะขอชวน พิจารณากันคือ บริการทางการเงิน หลักใหญ่ใจความของหัวข้อนี้ คือการประเมินการเข้าถึงและประสิทธิภาพ ของบริการทางการเงิน โดยมีการประเมินใน 4 เสาหลัก คือ สินเชื่อธุรกิจ (commercial lending) สินเชื่อมี หลักประกัน (secured transaction) การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) และ ข้อมลูเครดิต (Credit Information) ซึ่งในแต่ละเสาหลักจะมีหัวข้อย่อยๆ และชุดตัวชี้วัดที่ค่อนข้างละเอียดทีเดียว 

เสาหลักด้านสินเชื่อธุรกิจ เน้นในเรื่องของการรู้จักตัวตนและความเสี่ยงของผู้กู้ เน้นทั้งการมีกระบวนการครบถ้วน การปฏิบัติที่แยกแยะตามความเสี่ยง เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วสำหรับกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง ในขณะที่เข้มข้น พอสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังมีการสำรวจปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อจากภาคธุรกิจด้วย ในขณะที่เสาหลักด้านสินเชื่อมีหลักประกัน ประเมินความครอบคลุมของกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกบัธุรกรรม การเงินมีหลักประกัน ประเภทของหลักประกัน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ากรอบกฎหมายของไทยครอบคลุมประเภทของ หลักประกันที่หลากหลายมากแต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ เนื่องจากหลักประกันหลายประเภทยัง ไม่มีการตีมูลค่า ที่เป็นมาตรฐานที่ยอมรับร่วมกัน เช่น ต้นไม้ หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น การประเมินเกี่ยวกับกฎระเบียบ และประสิทธิภาพของกระบวนการยึดอายัดทรัพย์และการขายทอดตลาดก็อยู่ในเสาหลกันี้ด้วย นอกจากนี้ตัวชี้วัด อีกชุดหนึ่งที่อยู่ในเสาหลักนี้ คือการมีศูนย์รวบรวมข้อมูลและจดทะเบียนหลักประกันครบถ้วนทุกประเภท และเปิดให้มีการเข้าข้อมูลได้ โดยมีคำถามที่น่าสนใจในหมวดนี้ คือการสะท้อนข้อมูลหลักประกัน ในข้อมูลเครดิต ซึ่ง ประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีความสำคัญอย่างมากในการบริหารความเสี่ยงของผู้ให้บริการทางการเงิน 

สำหรับเสาหลักด้านการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ประเทศไทยน่าจะได้คะแนนสูงมากในมุมความหลากหลาย ของประเภทผลิตภัณฑ์ ความรวดเร็ว และปริมาณการใช้งาน หากดูชุดคำถามด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในส่วนของธนาคารพาณิชย์คาดว่าจะตอบได้ครบถ้วน แต่ในส่วนของ nonbank คาดว่าคงมีบางประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณาต่อไป ในส่วนชุดคำถามที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมี ค่อนข้างมาก ดูรวมๆ แล้ว เราน่าจะตอบได้ว่ามีหน่วยงาน มีกฎระเบียบ และมีมาตรการมากมาย แต่ปัญหาของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงินของไทย น่าจะอยู่ที่ความเขย่งของการกำกับดูแล (fragmented) การประเมิน ไม่ได้มองแต่มุมผู้บริโภคเท่านั้น ยังมีชุดคำถามที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของผู้ให้บริการ epayment ด้วย  

 เสาหลักสุดท้ายคือ ข้อมูลเครดิต หลักการสำคัญของเสาหลักนี้ คือข้อมูลเครดิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานทาง การเงินที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ชุดคำถามกลุ่มแรกเป็นคำถามเกี่ยวกับความครอบคลุมของข้อมูลที่เกี่ยวกับ สินเชื่อโดยตรง ที่น่าสนใจคือคำถามว่าหน่วยงานใดในประเทศส่งข้อมูลมายังบริษัทข้อมูลเครดิต โดยมีรายการ ประกอบด้วย สถาบันการเงิน สถาบันไมโครไฟแนนซ์ (เทียงเคียงได้กับ non-bank บางประเภท) สหกรณ์ ผู้ค้า ปลีกและผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการสาธารณูโภค ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ศาลยุติธรรม กรมสรรพากร และ แพลตฟอร์ม e-commerce ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการพัฒนาด้านข้อมูลเครดิตในโลก ว่ามีความหมายอย่าง กว้างมากกว่าเพียงแต่ข้อมูล สินเชื่อเท่านั้น การที่คำถามเกี่ยวกับข้อมูลทางเลือก หรือ alternative data ไม่ได้ แยกออกมาเป็นคำถามต่างหากแล้ว แต่รวมอยู่กับคำถามที่ว่าด้วยการส่งข้อมูลเครดิต แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ ค่อนข้างตกผลึกแล้วว่าการประมวลผลข้อมูลทางเลือกเพียงลำพัง ไมสามารถบ่งบอกโอกาสในชำระหนี้ได้ดี เพียงพอแต่การประมวลผลข้อมูลทางเลือกร่วมกับข้อมูลการชำระสินเชื่อจะมีความแม่นยำกว่า และในขณะเดียวกันสามารถยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบเศรษฐกิจได้ด้วย  นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ เกี่ยวกับการให้บริการคะแนนเครดิตหรือเครดิตสกอร์ โดยการประเมิน B-READY มองว่าเครดิตสกอร์เป็นบริการที่ เสริมเพิ่มเติมจากรายงานข้อมูลเครดิต ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนได้ย้ำอยู่เสมอว่าเครดิตสกอร์ต้องมีการอ่านทำความ เข้าใจควบคู่ไปกับรายงานข้อมูลเครดิต ในเสาหลักด้านข้อมูลเครดิต ยังมีคำถามเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีการอนุญาตให้ทำได้ แต่หลายประเทศในเอเชียเริ่มมีการส่งข้อมูลเครดิต ระหว่างกันได้แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานข้ามชาติ ในโลกปัจจุบันที่มีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของ แรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานระดับเชี่ยวชาญทักษะสูง ความจำเป็นของการส่งข้อมูลเครดิตระหว่างประเทศจะมีความสำคัญมากขึ้น 

ในการจัดอันดับที่เกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยมักได้คะแนนค่อนข้างสูงจาก ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน ผู้เขียนเชื่อว่าในการประเมิน B-READY ประเทศไทยก็น่าจะได้คะแนนไม่น้อยใน หมวดนี้ แต่เมื่อดูชุดคำถามโดยละเอียด ก็เห็นว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เราสามารถจะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้ภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการเงินของประเทศ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง