“การบินไทย” โชว์กำไรสุทธิปี 68 ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผลจากการปรับกลยุทธ์ลุย Network Airline ดันไทยเป็นฮับเชื่อมต่อจุดบิน เปิดแผนปีนี้รับเครื่องบินใหม่รวม 28 ลำ ดันฝูงบินขยาย 102 ลำ เพิ่มขีดความสามารถให้บริการ 5% ดันเป้ารายได้โต 2 แสนล้านบาท รุกเชื่อมเส้นทางบินอินเดีย - ไทย - จีน ตลาดศักยภาพสูง ตั้งเป้าผู้โดยสาร 20 ล้านคน รักษาเคบิ้นแฟกเตอร์ระดับ 80%
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสำหรับปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 2567 และคิดเป็นสัดส่วน 103.4% ของปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยในส่วนนี้คิดเป็นรายได้จากกิจกรรมขนส่งผู้โดยสารที่เติบโต 0.5%
ขณะเดียวกันบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT) เป็นเงิน 40,839 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน จำนวน 676 ล้านบาท และมี EBITDA 53,880 ล้านบาท โดยในปี 2568 มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวของบริษัทฯ และบริษัทย่อยสุทธิเป็นรายได้ 782 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นต้น
อีกทั้งบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่จัดตั้งสายการบิน และเกินเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ราว 20,000 ล้านบาท ส่งผลทำให้คณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทยอนุมัติจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.21 บาทต่อหุ้น โดยจะเริ่มจ่ายในวันที่ 18 พ.ค.นี้ นับเป็นการจ่ายเงินปันผลในรอบ 13 ปี ตั้งแต่ปี 2555
นายชาย กล่าวด้วยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่กลับมาเป็นบวกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นเครื่องพิสูจน์จากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของการบินไทยที่เดินหน้ากลยุทธ์ Network Airline หรือสายการบินที่เน้นการเชื่อมต่อการเดินทาง โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เพื่อทดแทนการบินแบบ Point-to-Point (จุดต่อจุด) ซึ่งมักจะมีสัดส่วนการเดินทางลดลงในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน)
“ภาพรวมในปี 2569 จะได้ผลบวกยังไง คงต้องดูจำนวนกำลังการผลิต การจัดหาเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม โดยปีนี้มีการรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบในรุ่น 321Neo ครบจำนวน 14 ลำ ลำตัวกว้างรุ่น 787-9 เช่าใหม่ 4 ลำ และ 787-8 ที่บอร์ดเพิ่งอนุมัติให้จัดเช่ามาอีก 10 ลำ ส่วนเหล่านี้จะทยอยเข้ามาครบในปีนี้ แต่มีเครื่องออกจากฝูงในปีนี้ เช่น แอร์บัส 350 โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777-300ER ทำให้ฝูงบินในปีนี้จะมีรวมทั้งหมดจาก 80 ในปัจจุบันเป็น 102 ลำ แต่ใช้ปฏิบัติการบินจริง 99 ลำ ทำให้มีความสามารถกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2568”
ทั้งนี้ แผนเพิ่มฝูงบินดังกล่าวจะเข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตให้การบินไทยในช่วงระหว่างรอรับเครื่องบินใหม่จากแผนจัดหาเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner ลำใหม่ จำนวน 45 ลำ พร้อมเครื่องยนต์ GEnx รวมทั้งสิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติม 35 ลำรวมเป็น 80 ลำ โดยเครื่องบินจำนวนนี้จะทยอยเริ่มเข้ามาในปี 2571 ดังนั้นภาพรวมของการเพิ่มฝูงบินในปี 2569 เมื่อมีความสามารถกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จะส่งผลทำให้รายได้เติบโตในระดับเดียวกันประมาณ 5% ทำให้ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท
นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ กล่าวว่า การบินไทยวางกลยุทธ์เพื่อให้มีปริมาณการเดินทางตลอดทั้งปี ในช่วงโลว์ซีซันซึ่งโดยปกติจะมีปริมาณการบินแบบ Point-to-Point ลดลง จึงจะมีการปรับกลยุทธ์เพิ่มการบินในส่วนของ Network Airline ให้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอินเดียและจีนสำคัญมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ทำให้ปีนี้การบินไทยปรับเพิ่มความถี่ จากจีนมีความถี่บิน 47 - 50 เที่ยวบิน ปรับเพิ่มเป็น 80 เที่ยวบิน ขณะที่อินเดียจาก 70 เที่ยวบิน เป็น 90 เที่ยวบิน
“การปรับเพิ่มความถี่เส้นทางบิน ทำให้สองประเทศนี้มีเที่ยวบินที่สมดุลกัน ประกอบกับการที่มีจุดภูมิศาสตร์อยู่ศูนย์กลางระหว่างสองประเทศ จึงทำให้เราเป็นฮับการบินในตลาดนี้ สามารถเดินหน้ากลยุทธ์ Network Airline ได้อย่างเข้มแข็ง”
ทั้งนี้ ด้วยกลยุทธ์เจาะตลาดศักยภาพสูงในปีนี้ ทำให้การบินไทยตั้งเป้าว่าจะสามารถผลักดันปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากปี 2568 อยู่ที่ราว 18 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน ขณะที่อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในปี 2568 เฉลี่ย 79.2% คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะสูงระดับ 80% ส่วนยอดจองล่วงหน้า (Booking) ปัจจุบันอยู่ในระดับ 70% สำหรับเมืองยอดฮิตในขณะนี้ อาทิ ญี่ปุ่น จีน และเซี่ยงไฮ้





