ผู้ส่งออกข้าว ตั้งเป้าปี 69 ส่งออกข้าว 7.03 ล้านตัน มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท จี้รัฐเร่งแก้เงินบาทแตะ 33–34 บาทต่อดอลลาร์ หวั่นข้าวหอมมะลิไทยแพงสุดโลก สูญเสียตลาดหลัก 15–20%
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยเดือนมกราคม 2569 มีปริมาณรวม 530,287 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ส่งออกได้ 643,144 ตัน หรือลดลง 17.5% ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 9,707 ล้านบาท ลดลง 30.7% หรือคิดเป็น 313 ล้านดอลลาร์ ลดลง 23.9% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาข้าวในตลาดโลกและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ปัจจัยสำคัญมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากระดับ 33–34 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อจำแนกตามชนิดข้าว พบว่า “ข้าวขาว” ยังคงเป็นสินค้าหลัก ส่งออกได้ 239,192 ตัน ลดลง 14.8% รองลงมาเป็นข้าวหอมมะลิ 120,913 ตัน ลดลง 8.4% ข้าวนึ่ง 72,462 ตัน ลดลง 2.5% และข้าวหอมไทย 29,390 ตัน ลดลง 31% ขณะที่ข้าวเหนียวและปลายข้าวหอมมะลิมีการขยายตัว สะท้อนความต้องการในตลาดเฉพาะกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ
สำหรับตลาดสำคัญในเดือนมกราคม ได้แก่ อิรัก สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย แองโกล่า แคเมอรูน เซเนกัล จีน ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง โดยตลาดอิรักและสหรัฐอเมริกานำเข้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มาเลเซียเพิ่มขึ้น 116.9% และจีนเพิ่มขึ้น 84.5% แสดงถึงการปรับโครงสร้างตลาดและทิศทางความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละภูมิภาค
นายเจริญ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าอย่างเร่งด่วน โดยมองว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมต่อการส่งออกควรอยู่ที่ 33–34 บาทต่อดอลลาร์ ควบคู่กับมาตรการลดต้นทุนการผลิต เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตต่อไร่สูงและตอบโจทย์ตลาดโลกมากขึ้น
ด้านเป้าหมายการส่งออกปี 2569 สมาคมตั้งเป้าไว้ที่ 7.03 ล้านตัน ลดลง 11% จากปี 2568 ที่ส่งออกได้ 7.9 ล้านตัน คาดมีมูลค่าประมาณ 130,000 ล้านบาท หรือราว 4,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 12.3% และ 11.4% ตามลำดับ โดยถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี หากเป็นไปตามคาดการณ์
โดยชนิดข้าวที่คาดว่าจะส่งออกในปีนี้ ประกอบด้วย ข้าวขาว 2.9 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.3 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิ 1.3 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.4 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.15 ล้านตัน รวมถึงปลายข้าวและข้าวตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวสี
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิติมาศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การส่งออกปีนี้ชะลอตัว ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเงินบาทที่แข็งขึ้นทุก 1 บาท ทำให้ราคาข้าวขาว 5% แพงขึ้น 12–15 ดอลลาร์ต่อตัน และข้าวหอมแพงขึ้น 30–35 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้แข่งขันกับเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และกัมพูชาได้ยาก ล่าสุดข้าวหอมมะลิไทยมีราคาสูงถึง 1,200 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าข้าวบาสมาตีที่อยู่ราว 970 ดอลลาร์ต่อตัน และสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชาที่อยู่ในระดับ 800–830 ดอลลาร์ต่อตัน
มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตามมาตรา 122 ที่ให้อำนาจจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมารวม 15% ชั่วคราว 150 วัน กระทบการส่งออกข้าวไทย ซึ่งเดิมแทบไม่เสียภาษี และยังต้องจับตาความเป็นไปได้ของมาตรการตอบโต้ทางการค้าตามมาตรา 301 ในอนาคต หลังอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐร้องเรียนเรื่องการอุดหนุนราคา
ทั้งนี้ คาดว่าผลจากมาตรการภาษีจะทำให้การส่งออกข้าวหอมมะลิไปสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทย ลดลง 15–20% จากปกติปีละประมาณ 600,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมด
นอกจากนี้ภาวะอุปทานข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น หลายประเทศมีผลผลิตสูง ขณะที่อินโดนีเซียประกาศระงับนำเข้าข้าวทุกชนิด และอินเดียมีผลผลิตสูงถึง 152 ล้านตัน มากที่สุดในโลก รวมทั้งนโยบายความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศที่หันมาผลิตเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้า และการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกเพียงประการเดียว หากเกิดภาวะแล้งรุนแรงจนกระทบผลผลิตโลก อาจทำให้บางประเทศเร่งนำเข้าเพิ่มขึ้น
สมาคมฯ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่า และบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นเอกภาพ เพื่อให้การผลิตและการตลาดข้าวไทยเดินไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเปิดรับข้อเสนอจากภาคเอกชนในการกำหนดนโยบายอย่างใกล้ชิด





