เทศบาลนครมาบตาพุด เสริมศักยภาพ EEC ลุยระบบระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วม นำเทคโนโลยีดิจิทัล GIS และ AI ยกระดับการบริหารจัดการน้ำยั่งยืน ม.บูรพา นำทีมศึกษาทั้งระบบ 38 ชุมชน
เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง ร่วมมือกับ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อน “โครงการศึกษาความเหมาะสมระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เทศบาลนครมาบตาพุด” เพื่อแก้ปัญหา วางแผน และออกแบบการพัฒนาระบบระบายน้ำ รองรับการขยายตัวของเมืองอุตสาหกรรม ลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และภาคเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) มีนายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีนครมาบตาพุด เป็นประธาน พร้อมตัวแทนชุมชน 38 แห่ง หน่วยงานภาครัฐและเอกชน 400 คนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมโพธิรักษา ศูนย์บริการสาธารณสุขเนินพยอม
นายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีนครมาบตาพุด กล่าวว่า ภาพรวมพื้นที่มาบตาพุดมีขนาด 165 ตารางกิโลเมตร แต่สภาพเมืองและอุตสาหกรรมเติบโตรวดเร็ว แม้เทศบาลจะบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานด้วยดีมาตลอด แต่พื้นที่รับน้ำที่ลดลงและความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องศึกษาแนวทางร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ
"มาบตาพุดอยู่ในเขต EEC เรื่องนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน"
สำหรับโครงการศึกษาฯ มุ่งเน้นการวิเคราะห์และประเมินสภาพปัจจุบันของ ระบบระบายน้ำ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และแนวทางพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ วางแผนเชิงวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
1.การสำรวจสภาพภูมิประเทศและโครงข่ายระบบระบายน้ำด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System: GIS)
2.การสำรวจภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลอง ท่อระบายน้ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วม
3.การใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำรวจเพื่อจัดทำข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศและวิเคราะห์สภาพพื้นที่อย่างละเอียด
4.การจัดทำแบบจำลองและวิเคราะห์การไหลของน้ำและแนวทางปรับปรุงในอนาคต
5.การจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อวางแผนและการบริหารจัดการระบบระบายน้ำในระยะยาว
ดร.กฤษนัยน์ เจริญจิตร ที่ปรึกษาฝ่ายที่ปรึกษาและฝึกอบรม สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมระบบระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เทศบาลนครมาบตาพุด สำคัญต่อการพัฒนาเมืองอนาคต เป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่กำหนดทิศทางแก้ปัญหายั่งยืน
"มาบตาพุดเป็นเมืองปลายน้ำ สภาพพื้นที่สูงจนถึงต่ำต่างกันและมีน้ำจากภูเขาไหลลงมา จำเป็นต้องวางแผนระบบการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพและสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว"
การดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย
- เฟสที่ 1 สำรวจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI , GIS , Drone และ Big Data สร้างแบบจำลองแผนที่หาสาเหตุการเกิดน้ำท่วมที่แท้จริง พร้อมสอบถามความต้องการชาวบ้าน 38 ชุมชน
- เฟสที่ 2 คัดเลือกโครงการทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และเฟสสุดท้ายคือการก่อสร้างโครงการสำคัญเร่งด่วน
“ทิศทางการพัฒนาเมืองทั่วโลกที่มีลักษณะเป็นเมืองปลายน้ำและมีวิสัยทัศน์การเป็นสมาร์ทซิตี้ ต้องมีระบบเตือนภัยธรรมชาติและมาตรการรับมือกรณีฝนตกหนัก เช่น สูงในรอบ 100 ปี หรือ 300 ปี เหมือนหาดใหญ่จะทำอย่างไร โครงการนี้จะตอบโจทย์ทำให้เมืองมาบตาพุดขับเคลื่อนได้อย่างมีพลวัตในอนาคต”
ผศ.พยอม รัตนมณี รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า บทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ 7 วัน แต่ความเสียหายถึง 5 แสนล้านบาท การฟื้นฟูปัจจุบันยังไม่แล้วเสร็จ ปัญหาหลักจากระบบระบายน้ำไม่พอรับมือภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบเตือนภัยแบบกว้างขาดความชัดเจน
ดังนั้น โครงการศึกษาฯ ของเทศบาลนครมาบตาพุดที่มอบให้มหาวิทยาลัยบูรพาจัดทำนี้ ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ผศ.ดร.ถนอมศักดิ์ บุญภักดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ปัญหาการบริหารน้ำคือเขตเมืองในมาบตาพุดมีประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร ระบายลงดินยาก ถ้าฝนตกแค่ 30 มม.จะมีปริมาณกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร จะบริหารจัดการอย่างไร หรือถ้าเกิดฝนหนักกว่านี้ เช่น 90-100 มม. ปริมาณน้ำจะเพิ่มทวีคูณกลายเป็นน้ำท่วมผิวดิน ดังนั้น แผนการลำเลียงน้ำจึงต้องเกิดขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำทั้งบนดินและใต้ดิน รวมถึงขยายจุดคอขวดต่างๆด้วย
ขณะที่ ภาคประชาชน ได้มีการแสดงความคิดเห็นกว้างขวาง มองว่า มาบตาพุดเป็นพื้นที่ต่ำ ต้องรองรับน้ำที่ไหลจากภูเขาและมีหมู่บ้านจัดสรรใหม่ๆจำนวนมาก บางชุมชนมีปัญหาฝนตกหนักเพียง 2 ชั่วโมงน้ำก็ท่วมแล้ว ชาวบ้านต่างมองเห็นความจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ซับน้ำ การขยายท่อระบายน้ำใหญ่ขึ้น และการทำผนังกั้นน้ำที่มีประสิทธิภาพ จึงอยากเห็นการวางแผนที่เป็นระบบและขับเคลื่อนผลศึกษาโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด





