วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

“ธนาคารโลก” เตือนภาษีทรัมป์เสี่ยงสูง แนะไทย-อาเซียนเปิดกว้างลดต้นทุนการค้า

“ธนาคารโลก” เตือนภาษีทรัมป์เสี่ยงสูง แนะไทย-อาเซียนเปิดกว้างลดต้นทุนการค้า

ธนาคารโลกมองนโยบายภาษีสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนกระทบภาคส่งออก ไทย-อาเซียนต้องเร่งใช้ประโยชน์จากการเป็นกลางในปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ร่วมมือผ่อนคลายต้นทุนทางการค้าและเปิดกว้างให้มากกว่าเดิมเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ 

นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ เปิดเผยในงาน Posttoday Thailand Economic Drives 2026 ว่า ในปีที่ผ่านมาเราเคยคาดว่ามรสุมจากนโยบายภาษีสหรัฐที่โลกต้องเผชิญจะรุนแรงสร้างความเสียหายสาหัส แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจโลกกลับรับมือได้ดีกว่าที่คาด ทั้งยังเติบโตในระดับ 2.7% จากเร่งส่งออกสินค้า

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ต้องเผชิญยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากหลายทิศทาง โดยเฉพาะมรสุมความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐชุดใหม่ที่นำออกมาใช้ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งคาดว่าจะกระทบหลายประเทศ โดยเฉพาะไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก 

ในเวลานี้ความไม่แน่นอนของนโยบายไม่ต่างอะไรจากภาษี ซึ่งชะลอการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนออกไป ดังนั้นหากมีการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้หรือการเก็บค่าธรรมเนียมการค้าที่แพงขึ้นอาจยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลงกว่าเดิม

ทั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ ต้องแสดงท่าทีเปิดกว้างเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน โดยมองว่าหากประเทศไทยสามารถลดต้นทุนการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนลงอีก 15% อาจช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศได้ราว 2% 

“ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศคิดว่าคงถึงเวลาที่เราจะต้องยกการ์ดและสร้างแนวป้องกันระหว่างกัน แต่ประเทศไทยอาจใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งตรงนี้เพื่อดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสมได้ ดังนั้นกลยุทธ์จึงไม่ใช่การถอยกลับ แต่ต้องเปิดกว้างยิ่งกว่าเดิม” นางเมลินดากล่าว

ในมรสุมที่ไทยต้องเผชิญ ยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างแรงงาน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ตำแหน่งงานมีน้อยลง ขณะที่มีคนต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น อีกทั้งประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ในอนาคตคนวัยทำงานต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นเท่าตัว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสร้างแรงงานที่มีศักยภาพ มีทักษะทางเทคโนโลยีและเอไอ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

ด้านเทคโนโลยีเองก็เผชิญความท้าทายเช่นกัน แม้ประเทศไทยจะมีการใช้งานเทคโนโลยีมากเป็นอันดับสองของอาเซียนเป็นรองเพียงสิงค์โปร์เท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้กระบวนการผลิตมีคุณภาพสูงและมีประสิทธิภาพยังมีข้อจำกัด โดยหากไทยสามารถเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จอาจเพิ่มการเติบโตของจีดีพีได้อีก 0.3% ซึ่งเป็นการเติบโตระยะยาวและต่อเนื่อง

ด้านสิ่งแวดล้อมเองก็มีความน่ากังวล โดยจากข้อมูลระบุว่าไทยเสี่ยงสูงที่สุดในอาเซียนจากความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะจากมรสุมและน้ำท่วม โดยหากไม่เร่งแก้ไข ภายในปี 2590 ไทยอาจต้องสูญเสียงบประมาณมากกว่า 7-14% ของจีดีพีในการเยียวยาและซ่อมแซมความเสียหายเหล่านี้

นางเมลินดากล่าวเสริมว่า ในปัจจุบันประเทศไทยยังติดหล่มประเทศรายได้ปานกลาง โดยอัตราการเติบโตในปัจจุบันยังคงต่ำกว่าเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูง หากต้องการที่จะเติบโตมากขึ้นประเทศไทยจำเป็นจะต้องอาศัยเครื่องยนต์ใหม่ผ่าน 5 อุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบและเชี่ยวชาญ

อุตสาหกรรมแรกคืออุตสาหกรรมกรีนขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ผลิตในไทยผ่านการเชื่อมโยง SMEs เข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ใช้พลังงานสะอาดเป็นจุดแข็ง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดให้เป็นข้อได้เปรียบทางอุตสาหกรรม

ต่อมาคืออุตสาหกรรมดิจิทัลต้องเดินหน้าแก้ไขข้อจำกัดด้านซัพพลาย แม้ไทยจะมีความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลสูง เช่น การโอนเงินผ่านช่องทางการเงินดิจิตอลอย่างพร้อมเพย์ แต่ในฝั่งผู้ให้บริการยังมีน้อยรายเนื่องด้วยติดข้อจำกัด จำเป็นต้องปฏิรูปกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกและปลดล็อกให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลติจิทัลระหว่างกันและมีความปลอดภัย 

นอกจากนี้ ต้องเร่งการให้บริการดิจิทัลของภาครัฐมีความเข้มแข็ง ทำให้การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลดีต่อกิจการท้องถิ่นเพื่อการกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจ เร่งสร้างทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานให้แรงงานผ่านโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

“ธนาคารโลก” เตือนภาษีทรัมป์เสี่ยงสูง แนะไทย-อาเซียนเปิดกว้างลดต้นทุนการค้า

สำหรับอุตสาหกรรมเกษตร แม้จะเป็นอุตสาหกรรมที่มาการจ้างงานจำนวนมากแต่ รายได้ของเกษตรกรยังคงตกต่ำ จำเป็นต้องเพิ่มรายได้ผ่านการเปลี่ยนการผลิตเน้นปริมาณเป็นเน้นคุณภาพและความเชื่อมั่น เพิ่มความปลอดภัยผ่านระบบที่สามารถตรวจสอบที่มาของผลผลิตได้และเชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยและเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานมูลค่าสูง

ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเองก็เผชิญการแข่งขันที่รุนแรง และแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวอยู่นานที่สุด แต่การจับจ่ายใช้สอยจากการท่องเที่ยวกลับสวนทางที่ 103 ดอลลาร์ต่อวันเท่านั้นเป็นรองมาเลเซียที่ 107 ดอลลาร์

จำเป็นที่เราต้องสร้างต้องสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวแบบเดิมปรับทิศทางไปสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยมาตรฐานระดับสากลเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงมากขึ้น

สุดท้ายคืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น การสร้างภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปะแม้จะเป็นภาคส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่สัดส่วนการจ้างงานยังน้อยกว่าประเทศอย่างเกาหลีใต้หรือสหรัฐมาก จึงต้องมีการสนับสนุนการสร้างรายได้ส่งออกผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เหล่านี้ออกไปนอกประเทศมากขึ้น รวมทั้งพัฒนากฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดนในอนาคต