วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

ปตท. รื้อพอร์ตรับเศรษฐกิจผันผวน หั่นธุรกิจไม่ทำเงิน พาร์ตเนอร์ทุนโลก

ปตท. รื้อพอร์ตรับเศรษฐกิจผันผวน หั่นธุรกิจไม่ทำเงิน พาร์ตเนอร์ทุนโลก

ปตท. กางแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ชูกลยุทธ์ De-risk หั่นธุรกิจไม่ทำเงิน พร้อมดึงพาร์ตเนอร์ระดับโลกเสริมแกร่งปิโตรเคมี เล็งปั้น Infrastructure Flagship ปล่อยเช่าสินทรัพย์ มั่นใจสภาพคล่องแกร่งพร้อมลุยขยายตลาด LNG ดันเป้าแตะ 15 ล้านตัน ควบคู่เป้าหมาย Net Zero

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวในหัวข้อ “The Great Rebalance: การเงินการลงทุน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” ภายในงานสัมมนา “Posttoday Thailand Economic Drives 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปตท. ยังคงบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงถึง 70% และกันเงินสำรองไว้สำหรับการลงทุนใหม่เพียง 30% เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักคือ กระทรวงการคลังที่ 55% และหากรวมบริษัทในเครือ ภาครัฐจะมีสัดส่วนถือหุ้นสูงถึง 65-75% ทำให้เม็ดเงินปันผลส่วนใหญ่ถูกนำส่งกลับคืนเป็นรายได้ของรัฐ

ทั้งนี้ เพื่อเสริมเกราะป้องกันความเสี่ยง ปตท. ได้งัดกลยุทธ์ De-risk เข้ามาปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยง โดยหันกลับมาประเมินว่าธุรกิจใดที่ไม่ได้ทำกำไรหรือไม่ใช่ความเก่งขององค์กร จะดำเนินการหยุด และรีบถอนทุนกลับมา (Divest) 

ในขณะเดียวกัน สิ่งใดที่เป็นจุดแข็ง และเป็นโอกาสทางธุรกิจ ปตท. จะเร่งเดินหน้าลงทุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) อย่างการจัดหาก๊าซ และ LNG ซึ่งได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนโยบายพลังงานของสหรัฐ ที่หนุนการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาด ช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขาย และรักษาระดับราคาพลังงานโลกไม่ให้พุ่งสูงเกินไป สำหรับธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) แม้โรงงานปิโตรเคมี และโรงกลั่นของไทยจะมีความทันสมัย แต่ยังขาดความได้เปรียบด้านขนาด (Scale) เมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีนหรืออินเดีย ปตท. จึงมีแผนปรับโครงสร้างพอร์ต (Restructure) โดยตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออก และเดินหน้าหาพาร์ตเนอร์ระดับโลก (Global Scale Partner) เข้ามาร่วมอยู่ในโครงสร้างการถือหุ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย ปตท. ได้นำท่อนำส่ง ถังเก็บ และท่าเรือ ที่กระจายอยู่ตามโรงงานต่างๆ มาจัดตั้งเป็น Infrastructure Flagship แห่งใหม่ เพื่อบริหารสเกล และใช้วิธีปล่อยให้โรงงานต่างๆ เช่าใช้งานแทน ซึ่งนับตั้งแต่ประกาศแนวคิดนี้ มีนักลงทุนต่างชาติ และพาร์ตเนอร์ระดับโลกกว่า 15 รายให้ความสนใจเข้ามาร่วมลงทุน และพร้อมนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อดึงศักยภาพของสินทรัพย์เหล่านี้ออกมาใช้อย่างเต็มที่

ปตท. รื้อพอร์ตรับเศรษฐกิจผันผวน หั่นธุรกิจไม่ทำเงิน พาร์ตเนอร์ทุนโลก

ในด้านการมองหาโอกาสทางธุรกิจ ปตท. วางเป้าหมายเพิ่มปริมาณการค้า LNG (Volume Trade) จาก 2 ล้านตันในปีที่ผ่านมา ให้เป็น 10 ล้านตันในปี 2030 และ 15 ล้านตันในปี 2035 โดยมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3 ปีนี้ 

นางสาวภัทรลดา เน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทาย ปตท. มีวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไม่ถึง 2 เท่า (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.75 เท่า) ทำให้องค์กรยังมีความสามารถในการขยายงาน และรองรับการเติบโตโดยใช้ศักยภาพจากงบดุล (Balance Sheet) ได้เป็นอย่างดี

ท้ายที่สุด ในด้าน Long-term Sustainability ปตท.ให้ความสำคัญกับการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และไฮโดรเจน ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้เตรียมนำร่องดัดแปลงแท่นผลิตก๊าซอาทิตย์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน เพื่อเป็นก้าวสำคัญในการนำพาองค์กร และสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์