ปตท. กางแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ชูกลยุทธ์ De-risk หั่นธุรกิจไม่ทำเงิน พร้อมดึงพาร์ทเนอร์ระดับโลกเสริมแกร่งปิโตรเคมี เล็งปั้น Infrastructure Flagship ปล่อยเช่าสินทรัพย์ มั่นใจสภาพคล่องแกร่งพร้อมลุยขยายตลาด LNG ดันเป้าแตะ 15 ล้านตัน ควบคู่เป้าหมาย Net Zero
นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวในหัวข้อ “The Great Rebalance: การเงินการลงทุน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” ภายในงานสัมมนา “Posttoday Thailand Economic Drives 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปตท. ยังคงบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงถึง 70% และกันเงินสำรองไว้สำหรับการลงทุนใหม่เพียง 30% เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักคือกระทรวงการคลังที่ 55% และหากรวมบริษัทในเครือ ภาครัฐจะมีสัดส่วนถือหุ้นสูงถึง 65-75% ทำให้เม็ดเงินปันผลส่วนใหญ่ถูกนำส่งกลับคืนเป็นรายได้ของรัฐ
ทั้งนี้ เพื่อเสริมเกราะป้องกันความเสี่ยง ปตท. ได้งัดกลยุทธ์ De-risk เข้ามาปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยง โดยหันกลับมาประเมินว่าธุรกิจใดที่ไม่ได้ทำกำไรหรือไม่ใช่ความเก่งขององค์กร จะดำเนินการหยุดและรีบถอนทุนกลับมา (Divest)
ในขณะเดียวกัน สิ่งใดที่เป็นจุดแข็งและเป็นโอกาสทางธุรกิจ ปตท. จะเร่งเดินหน้าลงทุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) อย่างการจัดหาก๊าซและ LNG ซึ่งได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนโยบายพลังงานของสหรัฐฯ ที่หนุนการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาด ช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขายและรักษาระดับราคาพลังงานโลกไม่ให้พุ่งสูงเกินไป สำหรับธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) แม้โรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่นของไทยจะมีความทันสมัย แต่ยังขาดความได้เปรียบด้านขนาด (Scale) เมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีนหรืออินเดีย ปตท. จึงมีแผนปรับโครงสร้างพอร์ต (Restructure) โดยตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออก และเดินหน้าหาพาร์ทเนอร์ระดับโลก (Global Scale Partner) เข้ามาร่วมอยู่ในโครงสร้างการถือหุ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย ปตท. ได้นำ ท่อนำส่ง ถังเก็บ และท่าเรือ ที่กระจายอยู่ตามโรงงานต่างๆ มาจัดตั้งเป็น Infrastructure Flagship แห่งใหม่ เพื่อบริหารสเกลและใช้วิธีปล่อยให้โรงงานต่างๆ เช่าใช้งานแทน ซึ่งนับตั้งแต่ประกาศแนวคิดนี้ มีนักลงทุนต่างชาติและพาร์ทเนอร์ระดับโลกกว่า 15 รายให้ความสนใจเข้ามาร่วมลงทุนและพร้อมนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อดึงศักยภาพของสินทรัพย์เหล่านี้ออกมาใช้อย่างเต็มที่
ในด้านการมองหาโอกาสทางธุรกิจ ปตท. วางเป้าหมายเพิ่มปริมาณการค้า LNG (Volume Trade) จาก 2 ล้านตันในปีที่ผ่านมา ให้เป็น 10 ล้านตันในปี 2030 และ 15 ล้านตันในปี 2035 โดยมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3 ปีนี้
นางสาวภัทรลดา เน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทาย ปตท. มีวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไม่ถึง 2 เท่า (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.75 เท่า) ทำให้องค์กรยังมีความสามารถในการขยายงานและรองรับการเติบโตโดยใช้ศักยภาพจากงบดุล (Balance Sheet) ได้เป็นอย่างดี
ท้ายที่สุด ในด้าน Long-term Sustainability ปตท. ให้ความสำคัญกับการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และไฮโดรเจน ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้เตรียมนำร่องดัดแปลงแท่นผลิตก๊าซอาทิตย์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน เพื่อเป็นก้าวสำคัญในการนำพาองค์กรและสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต





