กระแสการเมืองโลกที่เอนขวามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ในสหรัฐ หรือชัยชนะของกลุ่มอนุรักษนิยมในหลายประเทศ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงโมเดลการพัฒนาที่โลกเคยยึดถือมาหลายทศวรรษ คำถามที่ตามมาคือ แล้วคนรุ่นใหม่จะอยู่ในโลกแบบไหน และไทยในฐานะเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิดจะรับมือกับการเปลี่ยนทิศครั้งนี้อย่างไร
ระเบียบโลกพัง กติกาใหม่ยังไม่มี
คุณปิยะชาติ อิศรภักดี Chief Sustainomist จาก BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) มองว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดา
"ที่ผ่านมาเนี่ย ความสงบสุขและกติกาต่างๆ มันถูกดูแลโดยพี่ใหญ่ แต่วันนี้พอไม่มีพี่ใหญ่ดูแลแล้ว มันก็เลยเกิดสถานการณ์ที่เริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน เริ่มตบตีกันเพื่อแย่งอะไรบางอย่าง" คุณปิยะชาติกล่าว พร้อมชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากการกด reset ครั้งใหญ่ของระเบียบโลก
ในบริบทนี้ ประเทศขนาดกลางอย่างไทยกลับมีโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณปิยะชาติเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น "พื้นที่เปิดใหม่" ที่ประเทศขนาดกลางสามารถเข้าไปมีส่วนในการสร้างกติกาโลกใหม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องมีอำนาจต่อรองเป็นของตัวเอง ไม่ใช่รอพึ่งพิงใคร
"วันนี้คนจะทำธุรกิจ ประเทศจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุณต้องกลับมาดูว่าคุณจะสร้างอำนาจและความสามารถในการต่อรองได้อย่างไร ในวันที่มีคนเคยมอบให้กับคุณ แต่วันนี้คุณต้องสร้างเอง" เขากล่าว
ทำไมโลกจึงหันขวา แล้วจะขวานานแค่ไหน ?
สำหรับปรากฏการณ์ที่กลุ่มอนุรักษนิยมกลับมามีบทบาทนำทั่วโลก คุณปิยะชาติไม่ได้มองว่านี่คือชัยชนะของความคิดเก่า แต่เป็นผลพวงจากการที่ "โลกใหม่" ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้เพียงพอ
"ในช่วงสัก 10 ปีที่ผ่านมา การลองทำอะไรใหม่ๆ ของคนกลุ่มใหม่ มันได้ผลลัพธ์ออกมาไม่มากเท่าที่ควร หลายครั้งมันถูกมองเป็นบับเบิ้ล ตกลงแล้ว valuation มันจริงไหม มันเวอร์เกินไปรึเปล่า" เขาอธิบาย
เมื่อโลกใหม่ไม่สามารถส่งมอบสิ่งที่สัญญาไว้ได้จริง ผู้คนจึงหันกลับไปหาสิ่งที่จับต้องได้และพิสูจน์ได้ อย่างไรก็ตาม คุณปิยะชาติชี้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบของคนรุ่นใหม่ แต่เป็น "the great learning" ที่คนรุ่นใหม่ต้องผ่านก่อน
"แทนที่จะถามว่าทำไมประเทศถึงไม่ดี ทำไมโลกถึงไม่ดี ต้องมาถามว่าเราจะช่วย support สิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อ prove ตัวเอง เมื่อ prove ตัวเองเสร็จ ถึงจะสามารถไปสร้างอะไรใหม่ๆ ได้มั่นคงและยั่งยืน" คุณปิยะชาติกล่าว
เมื่อเติบโตอย่างเดียวไม่พอ Sustainomy คือคำตอบ?
ท่ามกลางกระแสอนุรักษนิยมที่ดูเหมือนจะผลักวาระเรื่องความยั่งยืนให้ถอยหลัง คุณปิยะชาติมองต่างออกไป เขาเชื่อว่าโลกไม่ได้ละทิ้งความยั่งยืน แต่กำลังตั้งคำถามกับวิธีการที่ผิดพลาดในการนำไปปฏิบัติ
แก่นของความคิดนี้ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ "Sustainomy" ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนร่วมกับสำนักพิมพ์ระดับโลกอย่าง Penguin โดยชื่อหนังสือเกิดจากการผสมคำระหว่าง Sustainable และ Economy สะท้อนแนวคิดหลักว่าสองสิ่งนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือก แต่ต้องเดินไปพร้อมกัน
"โลกในอนาคตมันหมดเวลาแล้วสำหรับการเลือกว่าจะเอาเศรษฐกิจโตอย่างเดียวหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจไม่โต ชีวิตไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี ชีวิตก็แย่เช่นเดียวกัน โลกต้องการ silver bullet ที่ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว" คุณปิยะชาติกล่าว
สิ่งที่เขาวิจารณ์ไม่ใช่ตัวทุนนิยม แต่คือ "วิถีในการเติบโต" ที่ผ่านมามักเอาทรัพยากรในอนาคตมาใช้เกินพอดี ทั้งเงิน สิ่งแวดล้อม และทุนมนุษย์ ทางออกจึงไม่ใช่การปฏิเสธทุนนิยม แต่เป็นการใช้พลังของทุนนิยมเองมาแก้ปัญหาที่มันสร้างไว้
สำหรับประเทศไทย คุณปิยะชาติมองว่าโจทย์ไม่ได้แค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องควบคู่กับการสร้างความน่าเชื่อถือและเสียงบนเวทีโลก เขาชี้ให้เห็นจุดอ่อนสำคัญที่ไทยยังขาดอยู่
"เราไม่มี global leader เลย เราไม่มีคนที่พูดแล้วโลกฟัง ซึ่งถ้าเรามีชุดความคิดแบบนี้ และมี right man on the right job เราจะเป็นคนกำหนดกติกาได้" คุณปิยะชาติกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าในช่วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเขียนใหม่นี้ คือจังหวะที่ดีที่สุดที่ไทยจะก้าวเข้าไปมีบทบาท ก่อนที่กติกาใหม่จะถูกล็อกโดยคนอื่น





