นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยตัวเลขหยั่งรากฐานเศรษฐกิจไทยผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ ประจำเดือนม.ค. 2569 พบว่าภาพรวมมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กลายเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในยุคเปลี่ยนผ่าน
โดยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนม.ค. 2569 มีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.53% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกที่ขยายตัวถึง 46.56% และการผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศที่พุ่งสูงถึง 153.57% ตามการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขโครงการ EV 3.5 เป็นปีแรก โดยมียอดผลิตรถยนต์นั่ง BEV อยู่ที่ 2,471 คัน เติบโต 48.41% และรถกระบะไฟฟ้าผลิตได้ 459 คัน หรือเพิ่มขึ้น 100%
สำหรับ ตลาดภายในประเทศโชว์ฟอร์มดุด้วยยอดขายรวม 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77% เมื่อเทียบกับมกราคมปีที่แล้ว ปัจจัยหลักมาจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดไป และแรงส่งต่อเนื่องจากโครงการ EV 3.5 ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์นั่งและรถ SUV เติบโตโดดเด่น ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV ที่สูงถึง 31,859 คัน พุ่งขึ้น 353.90% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการบันทึกยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรถกระบะสันดาปยังคงเผชิญความท้าทายจากสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ทำให้ยอดขายในเซกเมนต์นี้ลดลง 6.12%
สวนทางกับภาคการส่งออกที่ตัวเลขปรับตัวลดลง โดยมียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเพียง 58,405 คัน ลดลง 6.28% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2565 เป็นต้นมา สาเหตุเกิดจากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพื่อส่งออก รวมถึงความเข้มงวดของประเทศคู่ค้าในตลาดเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา ในด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยและเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมทั้งรถยนต์ เครื่องยนต์ และชิ้นส่วน ลดลงไป 5.40% อยู่ที่ 58,218.04 ล้านบาท
ข้อมูลการจดทะเบียนใหม่สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างชัดเจน โดยในเดือนม.ค. 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV มียอดจดทะเบียนใหม่ถึง 45,668 คัน เพิ่มขึ้น 210.43% ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รย.1) พบว่า รถยนต์ไฟฟ้า BEV มีสัดส่วนครองตลาดสูงถึง 48.56% ของยอดจดทะเบียนทั้งหมด ขณะที่รถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลมีสัดส่วนรวมกันเหลือเพียง 28.45% เท่านั้น ส่วนยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้า BEV ทุกประเภทในไทยพุ่งทะลุ 418,046 คันไปแล้ว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินว่าสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคการลงทุนที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามนโยบายจากรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาผลักดันงบลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศให้เติบโตได้ตามเป้าหมายต่อไป





