วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดกฎหมายให้อำนาจ'ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์'ไปต่อภาษีการค้า‘ยูเอสทีอาร์’ลั่นใช้‘ม.301’ฟาดคู่ค้าไร้คุณธรรม

เปิดกฎหมายให้อำนาจ'ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์'ไปต่อภาษีการค้า‘ยูเอสทีอาร์’ลั่นใช้‘ม.301’ฟาดคู่ค้าไร้คุณธรรม

หลังศาลฎีกาสหรัฐ มีคำพิพากษาในวันศุกร์ที่ 20 ก.พ. 2569 ให้ยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ขาดเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ

 ถอยแถลงของเอกอัครราชทูต เจมีสัน เกรียร์ ผู้เเทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า คำตัดสินของศาลฎีกาส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบหนึ่งของความสำเร็จของรัฐบาลในการปรับทิศทางระบบการค้าโลกเพื่อประโยชน์ของแรงงานและธุรกิจชาวอเมริกัน 

การใช้พระราชบัญญัติอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ( International Economic Emergency Act : IEEPA) ของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเครื่องมือที่จำเป็นและเหมาะสมในการแก้ไขปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากนอกสหรัฐอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น รวมถึงวิกฤตการณ์เฟนทานิล การอพยพ และการขาดดุลการค้า

อ้างIEEPAลดขาดดุลการค้าลงได้17%

       ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้ IEEPA เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่พุ่งสูงขึ้นถึง 40% ในสมัยรัฐบาลไบเดน และส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตและเกษตรกรรมของอเมริกาไปยังต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็สร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศ บริษัท และแรงงานต่างชาติ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 การขาดดุลการค้ามีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศอื่นๆ ตกลงทำข้อตกลงทางการค้าที่คงไว้ซึ่งภาษีคุ้มครองของสหรัฐ

ในขณะเดียวกันก็เปิดตลาดให้กับการส่งออกของสหรัฐ โดย ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2025 ถึง 31 ธ.ค. 2025 การขาดดุลการค้าสินค้าลดลง 17%  รัฐบาลทรัมป์มุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามนโยบายการค้าของประธานาธิบดีต่อไป

ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ สรุป กฎหมายสำคัญของสหรัฐ สำหรับการบังคับใช้มาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ ประกอบด้วย มาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ. 1962 (Trade Expansion Act of 1962)ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐในการใช้มาตรการทางการค้า เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การนำเข้าสินค้ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ มาตรการทางการค้าที่ใช้ได้ เช่น การขึ้นภาษี การกำหนดโควตา หรือห้ามนำเข้า และไม่มีการกำหนดระยะเวลาบังคับใช้

ทรัมป์งัด ม. 122 เก็บภาษี 15%นาน 150 วัน 

พระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974)  - มาตรา 122ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐกำหนดอัตราภาษีนำเข้าแบบเหมารวม (สูงสุดไม่เกิน 15%) โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้สูงสุด 150 วัน 

“หากเกินระยะเวลาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดใช้มาตรา 122 เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา”

   นอกจากนี้ ยังมี มาตรา 203ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐใช้มาตรการ Safeguard ซึ่งเป็นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยบังคับใช้ได้สูงสุด 4 ปี และขยายได้อีก 4 ปี หาก US International Trade Commission หรือ USITC เห็นว่ายังจำเป็น  

 มาตรา 301ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐหรือ USTR สอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งก่อให้เกิดภาระต่อการค้าของสหรัฐอีกทั้งยังให้อำนาจในการกำหนดมาตรการแก้ไข โดยการขึ้นภาษีศุลกากรและการกำหนดข้อจำกัดทางการค้าอื่น ๆ     โดย USTR อาจเริ่มดำเนินการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ด้วยตนเอง หรือเปิดการไต่สวนเพื่อตอบสนองต่อคำร้องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องอยู่ภายใต้อำนาจเฉพาะจากประธานาธิบดีสหรัฐ 

เครื่องมือใหม่ยังไม่เคยใช้เก็บภาษีได้สูงสุด 50%  

 มาตรา 338แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร ปี ค.ศ. 1930 (Tariff act of 1930)ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐในการกำหนดอัตราภาษีใหม่ในอัตราสูงสุด 50% ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้า โดยอาศัยการตรวจสอบและรายงานจาก USITC แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริง 

ต่อไปเป็นข้อกฎหมายที่ได้มีการใช้อย่างสับสนปั่นป่วนที่สุด คือ International Economic Emergency Act (IEEPA) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐจัดการภัยคุกคามจากภายนอกที่กระทบต่อความมั่นคง การต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจ โดยสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การปิดกั้นการนำเข้า และการซื้อที่ทำโดยชาวต่างชาติ 

ทั้งนี้ IEEPA ไม่ได้กำหนดนิยามที่ชัดเจน จึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐมีอำนาจตัดสินใจโดยอิสระโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่ IEEPA กำหนดให้ประธานาธิบดีปรึกษาและรายงานกับรัฐสภาเป็นระยะ แม้ว่ารัฐสภายังคงมีอำนาจในการยุติภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ประกาศโดยการผ่านมติร่วม แต่ประธานาธิบดีสหรัฐยังคงสามารถยับยั้ง (Veto) มติร่วมได้  

“ข้อสังเกตเมื่อ Supreme Court (ศาลสูงสุดของสหรัฐ) ยังคงยืนคำตัดสินตามความเห็นของศาล CIT และศาล CAFC ประธานาธิบดีสหรัฐยังคงมีหนทางในการหันไปใช้มาตรา 232หรือมาตรา 301 หรือมาตรา 203 หรือมาตรา 338 หรือมาตรา 122 ข้างต้น ซึ่งอยู่ในขอบเขตของอำนาจฝ่ายบริหารที่จะกำหนดมาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ ”

เอ็มโอยูยังมีผลบังคับใช้แม้กม.IEEPAโดนสอย

สอดคล้องกับแถลงการณ์ USTR ที่ระบุว่า จะมีการนำเครื่องมือทางเลือกมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหลายประการที่เป็นหัวใจสำคัญของโครงการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี(President’s reciprocal tariff program)

 เป้าหมายเหล่านี้รวมถึงการลดการขาดดุลการค้าสินค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ การแก้ไขปัญหาการขาดความเท่าเทียมกันของคู่ค้าต่างประเทศ และการกระตุ้นให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐ คู่ค้าของเราได้ให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการเจรจาและข้อตกลงด้วยความสุจริตใจ แม้จะมีคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และเรามั่นใจว่าข้อตกลงทางการค้าทั้งหมดที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เจรจาไว้จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป( we are confident that all trade agreements negotiated by President Trump will remain in effect.)

     ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐ เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมชั่วคราว 15%  สำหรับสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐโดยทันที ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974

นอกจากนี้จะ เริ่มการสอบสวนหลายครั้งภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 (“มาตรา 301”) เพื่อจัดการกับพฤติกรรม นโยบาย และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่สมเหตุสมผล เลือกปฏิบัติ และเป็นภาระของคู่ค้าจำนวนมาก

เล็งเป้าสินค้าสอบม. 301 ก่อนเก็บภาษีโหด 

“ เราคาดว่าการสอบสวนเหล่านี้จะครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่ส่วนใหญ่ และจะจัดการกับประเด็นที่น่าเป็นห่วง เช่น กำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม แรงงานบังคับ การกำหนดราคายา การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และสินค้าและบริการดิจิทัล ภาษีบริการดิจิทัล มลพิษทางทะเล และการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการค้าอาหารทะเล ข้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ”

ทั้งนี้ สหรัฐตั้งใจที่จะดำเนินการสอบสวนเหล่านี้ในกรอบเวลาที่รวดเร็วขึ้น โดยสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านเนื้อหาและขั้นตอนของมาตรา 301 หากการสอบสวนเหล่านี้สรุปว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรมและจำเป็นต้องมีการดำเนินการตอบโต้ ภาษีศุลกากรเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่อาจนำมาใช้ได้       

อย่างไรก็ตาม ภาษีศุลกากรจำนวนมากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกเก็บตามอำนาจตามกฎหมายอื่น ๆ จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ตัวอย่างเช่น อัตราภาษีตามมาตรา 301 ที่มีอยู่สำหรับสินค้าจากจีนมีตั้งแต่ 7.5 % ถึง 100% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า และอัตราภาษีตามมาตรา 232 เฉพาะภาคส่วนที่มีอยู่มีตั้งแต่ 10 %ถึง 50 %ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มาตรการเหล่านี้ครอบคลุม 30% ของการนำเข้าของสหรัฐ ในปัจจุบัน

เปิดกฎหมายให้อำนาจ'ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์'ไปต่อภาษีการค้า‘ยูเอสทีอาร์’ลั่นใช้‘ม.301’ฟาดคู่ค้าไร้คุณธรรม