ไทยเสียตลาดให้อินเดียจริงหรือ? หลังนักเศรษฐศาสตร์เตือนความเสี่ยงจากต้นทุนต่ำ-เอฟทีเอศูนย์เปอร์เซ็นต์ “ศุภจี–เอกนิติ” มองต่าง ไม่ใช่คู่แข่งแต่คือโอกาสทอง
ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวช่วงหนึ่งในจัดงานเสวนาหัวข้อ “The Future of International Trade, One Year On” เกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ในการที่ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับอินเดีย จากทั้งปัจจัยด้านค่าแรงที่ต่ำกว่าและข้อได้เปรียบจากข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์
แม้ความไม่แน่นอนในประเด็นเรื่องภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากศาลฎีกาสหรัฐตัดสินในทิศทางที่เป็นโทษต่อนโยบายการเก็บภาษีศุลกากรทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบของอินเดียในการส่งสินค้าไปยังอียูด้วยภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศไทยที่ยังเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับอียูไม่จบ
ในประเด็นนี้ นายบุรินทร์ กล่าวว่า อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอัญมณี ชิ้นส่วนยานยนต์ และแผงวงจรพีซีบีที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยในอนาคต
“กรุงเทพธุรกิจ” นำประเด็นนี้ไปสอบถาม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังวันนี้ (23 ก.พ. 2569)
เป็นคู่แข่งไม่ได้ ก็เป็นคู่ค้า
นางศุภจี เริ่มอธิบายให้ฟังว่า อินเดียขาดดุลการค้ากับไทยอย่างมาก โดยอินเดียซื้อไทยประมาณ 14,000 ล้านเหรียญ แต่ประเทศไทยซื้อสินค้าอินเดียเพียง 1,000 กว่าล้านเหรียญเท่านั้น ทำให้อินเดียไม่ต้องการซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มในรูปแบบปกติ
“ดังนั้น กลยุทธ์ของไทยที่ต้องทำคือการเข้าไปเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มอัญมณีที่อินเดียซื้อวัตถุดิบจากเราไปแปรรูปเพื่อส่งออกต่อ ซึ่งจะช่วยให้ไทยยังคงความสำคัญในฐานะผู้ผลิตสินค้ากลางน้ำที่อินเดียจำเป็นต้องใช้”
อย่างไรก็ตาม นางศุภจี กล่าวว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการค้าขายกับอินเดียไม่ใช่แค่เรื่องภาษีหรือเอฟทีเอแต่คือมาตรฐานสินค้า หรือ Bureau of Indian Standards (BIS) ที่กลายเป็นข้อจำกัดทางการค้า ดังนั้น ไทยต้องเร่งเจรจาเรื่องการยอมรับมาตรฐานร่วมกันเพื่อลดอุปสรรคในการส่งออกและเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบการไทย
สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ นางศุภจีชี้ให้เห็นว่า ไทยมียอดคำขอส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ (New Generation Automotive) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะกลายเป็นสินค้าส่งออกตัวใหม่ของประเทศ ดังนั้น ความกังวลเรื่องการเสียขีดความสามารถที่กล่าวไปอาจแก้ได้ด้วยการเร่งทำให้การลงทุนเหล่านี้เกิดขึ้นจริงผ่านโครงการ Thailand Fast Past และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่
นางศุภจีเน้นย้ำว่า ไทยไม่ควรพึ่งพาแค่ตลาดหลักอย่างสหรัฐ และจีน ซึ่งครองส่วนแบ่งถึง 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด การรุกตลาดอินเดียที่มีชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่กำลังจะโตถึง 800 ล้านคนเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ นอกเหนือจากกลไกเอฟทีเอเดิมที่มีอยู่
'เอกนิติ' ย้ำ ไม่มอง 'อินเดีย' เป็นคู่แข่ง
ด้านนายเอกนิติ ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลคือการมุ่งเน้นการเป็นพันธมิตร เพื่อให้ไทยสามารถเข้าไป เชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทาน ของกันและกันได้ สำหรับอินเดียเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นแทนที่จะมองว่าเป็นคู่แข่งเพียงอย่างเดียว ไทยควรสร้างความร่วมมือและเป็นพันธมิตรร่วมกัน
นอกจากนี้ ในภาพรวมของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นายเอกนิติยังได้กล่าวถึงแนวทางอื่น ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของไทยในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น
- การเร่งเจรจาเอฟทีเอ: เพื่อเปิดตลาดใหม่ ๆ และดึงดูดการลงทุน รวมถึงการคว้าโอกาสในเรื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก
- การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี: มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและคน เพื่อให้คนไทยเก่งขึ้นและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความโปร่งใส: นำระบบข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีมาใช้ในภาครัฐ เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างและระบบภาษี





