วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ผู้ส่งออกไทยคาดตลาดสหรัฐ เร่งออร์เดอร์นำเข้าช่วงภาษีลด

ผู้ส่งออกไทยคาดตลาดสหรัฐ เร่งออร์เดอร์นำเข้าช่วงภาษีลด

การจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ถูกศาลฎีกาของสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ภายหลังมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐดังกล่าว ประธานาธิบดีสหรัฐได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากรทั่วโลกใหม่ในอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 มีผลเวลา 00.01 น.วันที่ 24 ก.พ.2569

หลังจากนั้นวันที่ 21 ก.พ.2569 ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศจะใช้อัตราภาษี 15% เป็นระดับที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบตามกฎหมายแล้วมีผลบังคับใช้ทันที แต่ยังไม่มีการออกเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% ให้มีผลทันที สะท้อนว่าเกมภาษีของสหรัฐยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง

“เป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษียังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงไทย” ดร.พจน์กล่าว

ทั้งนี้ ควรติดตามความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ กรณีต้องคืนภาษีที่เก็บที่อาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบดอลลาร์

"การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก หากเงินบาทแข็งค่าช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นยิ่งกดดันความสามารถการแข่งขันผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่กำไรต่ำ" ดร.พจน์กล่าว

ผู้ส่งออกไทยคาดตลาดสหรัฐ เร่งออร์เดอร์นำเข้าช่วงภาษีลด

นอกจากนี้ หอการค้าไทย เห็นว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันการส่งออก โดยอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐและกระทบต่อความสามารถแข่งขันหลายอุตสาหกรรม

2.ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ โดยตอนนี้ปรับภาษีเป็น 15% ในระยะ 150 วัน ดังนั้นจึงกระทบต่อการวางแผนธุรกิจ

3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค

ผู้ส่งออกไทยคาดตลาดสหรัฐ เร่งออร์เดอร์นำเข้าช่วงภาษีลด

มาตรา 120 บีบเงื่อนไขเจรจาจบใน 120 วัน

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า จะไม่ทำให้การเจรจาภาษีของไทยกับสหรัฐหยุดชะงัก แต่ทำให้กรอบการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายและกระบวนการที่ชัดเจนขึ้น โดยฝ่ายบริหารของสหรัฐต้องใช้ขั้นตอนที่เป็นระบบมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยเข้าสู่การเจรจาและชี้แจงเชิงเทคนิคได้มากกว่าเดิม

ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารสหรัฐได้ใช้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 ซึ่งเป็นมาตราเดียวที่ใช้ได้โดยไม่ต้องผ่านสภา Congress หรือ กระบวนการสอบสวนของหน่วยงานอื่น แต่มาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านเวลาใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อกดดันและเร่งการเจรจาระยะสั้น

 

“จากกรอบเวลาดังกล่าวคาดว่าสหรัฐจะพยายามผลักดันให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทยเข้าสู่กระบวนการเจรจาให้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่มาตรา 122 ยังบังคับใช้อยู่”

สำหรับกรณีที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 10% หรือ 15 % ภายใต้มาตรา 122 มองเป็นอัตราที่ต่ำกว่าภาษีที่ไทยเคยเผชิญ 19% ดังนั้น แม้ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นระยะสั้น แต่แรงกระแทกน้อยกว่ารอบก่อน และอยู่ระดับที่ภาคธุรกิจบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมาตรการชั่วคราวที่ไม่ใช่นโยบายถาวร

คาดสหรัฐเร่งนำเข้าช่วงภาษีลดลง

ส่วนอีกมุมสถานการณ์นี้เป็นจังหวะและโอกาสทางการค้า โดยผู้นำเข้าสหรัฐมีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าช่วงนี้ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในอนาคต และนำเข้าในอัตราภาษีต่ำกว่าเดิมจึงเปิดโอกาสให้ไทยผลักดันการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้นระยะสั้น

ทั้งนี้ สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือเพิ่ม คือ การรวบรวมข้อมูลทุกประเด็นที่สหรัฐเคยยกขึ้นมาหรือแสดงความกังวลเกี่ยวกับไทย ทั้งโครงสร้างต้นทุน การอุดหนุน การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ชี้แจงเชิงเทคนิคได้อย่างเป็นระบบภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรา 122

ชี้ผู้นำเข้าสหรัฐเป็นฝ่ายขอคืนภาษี

ขณะที่การคืนเงินภาษีจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐนั้น ผู้มีสิทธิขอคืนเงินภาษีตามกฎหมายสหรัฐไม่ใช่ผู้ส่งออกของไทย แต่เป็นผู้นำเข้าสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ชำระภาษีศุลกากรให้ทางการสหรัฐ 

ส่วนในทางปฏิบัติรูปแบบการส่งออกของไทยไปสหรัฐมีความหลากหลาย ดังนี้

1.กรณีผู้ส่งออกไทยลดราคาสินค้าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้ผู้นำเข้า ซึ่งกรณีนี้มีจำนวนมากเป็นฝ่ายยอมลดราคาสินค้าให้ผู้นำเข้าเพื่อช่วยผ่อนเบาภาระภาษี และทำให้ผู้นำเข้านำสินค้าไปจำหน่ายได้ในราคาไม่สูงเกินไป

“การลดราคานี้ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือกันเชิงธุรกิจและการแข่งขันทางตลาด โดยไม่ได้ระบุเงื่อนไขเรื่องการคืนภาษีในสัญญาชัดเจน ผู้ส่งออกจึงยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้การค้าเดินต่อได้และรักษาคำสั่งซื้อไว้”

2.กรณีผู้ส่งออกไทยมีข้อตกลงกับผู้นำเข้าสหรัฐเรื่องภาษี โดยผู้ส่งออกที่ทำงานร่วมกับผู้นำเข้าหรือผู้ค้าปลีกรายใหญ่สหรัฐ อาจมีข้อตกลงเชิงพาณิชย์เพื่อแบ่งภาระภาษีเป็นสัดส่วน เช่น แบ่งกันคนละครึ่ง หรือแบ่งสัดส่วน 1 ใน 3 ขึ้นกับการเจรจาและข้อตกลงแต่ละคู่ค้า  

รวมทั้งกรณีมีสัญญาหรือเอกสารทางการค้าที่ระบุเงื่อนไขชัดเจนว่าหากอนาคตมีการคืนเงินภาษีหรือการชดเชย ผู้ส่งออกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคืนจากผู้นำเข้าก็เป็นไปได้ที่ผู้ส่งออกไทยจะได้รับเงินคืนภายหลัง แต่ลักษณะนี้เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบภาพรวมการส่งออกทั้งหมด

ทั้งนี้ การขอคืนเงินภาษีไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือเกิดขึ้นอัตโนมัติ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ชัดเจนในเชิงปฏิบัติ ทั้งขั้นตอน วิธีการยื่นคำร้อง เงื่อนไข และแบบฟอร์มการขอคืนเงินภาษี ดังนั้นผู้นำเข้าและภาคธุรกิจต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานสหรัฐก่อนจึงจะยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อขอคืนเงินภาษีได้

ผู้ส่งออกไทยคาดตลาดสหรัฐ เร่งออร์เดอร์นำเข้าช่วงภาษีลด

สรท.คาดส่งออกไทยไม่สะดุด

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า คำวินิจฉัยไม่ระบุแนวทางการคืนเงินภาษีที่ชัดเจน โดยผู้ประกอบการที่เห็นว่าถูกจัดเก็บภาษีโดยไม่ชอบอาจต้องฟ้องร้องในชั้นศาล ซึ่งทำให้กระบวนการอาจยืดเยื้อ และเงินภาษีไม่น่าจะได้รับคืนในทันที

"ภาษีนำเข้าเป็นภาระผู้นำเข้าสหรัฐ ไม่ใช่ผู้ส่งออกโดยตรง ดังนั้นระยะสั้นการส่งออกไทยยังดำเนินต่อไปตามปกติ ขณะที่ผู้นำเข้าสหรัฐจะเป็นฝ่ายพิจารณาต้นทุนภาษีที่เปลี่ยนแปลง และรอดูท่าทีมาตรการใหม่ของรัฐบาลสหรัฐ” นายธนากร กล่าว

นายธนากร กล่าวว่า ในส่วนของผู้ส่งออกไทยเห็นว่า ภาคเอกชนรับรู้ความเสี่ยงเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐมาตั้งแต่ต้น และได้คำนวณต้นทุนภายใต้สมมติฐานว่าอาจต้องเผชิญอัตราภาษี 19% หรืออัตราใหม่ที่อาจประกาศเพิ่มเติม ดังนั้น แนวทางสำคัญยังคงเป็นการกระจายตลาด หาซัพพลายเชนใหม่ และปรับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง