วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

‘อุณหภูมิสูง-ฝนน้อย’ทำ‘สทนช.’เร่งระบบ เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศแม่นยำ

‘อุณหภูมิสูง-ฝนน้อย’ทำ‘สทนช.’เร่งระบบ  เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศแม่นยำ

อนุกรรมการฯ น้ำติดตามมาตรการรับแล้ง 68/69 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ปรับเกณฑ์อ่างใหญ่สำรองน้ำยาวถึงปี 71 พร้อมเร่งพัฒนาระบบคาดการณ์แม่นยำรับมือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่1/2569 ว่าปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะลานีญาอ่อน จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือสสน. ระบุว่า ปีนี้อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติและปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ รวมทั้งอาจเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงกลางปี

 อีกทั้ง คณะอนุกรรมการฯ ยังมีข้อห่วงกังวลของข้อมูลการวิเคราะห์เพื่อให้ครบทุกมิติ และเห็นควรเร่งพัฒนาระบบการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยจะให้มีคณะทำงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ที่หน่วยงานด้านการคาดการณ์ร่วมยกระดับการแจ้งเตือนภัยและนำไปสู่การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต่อไป

ติดตามมาตรการรองรับฤดูแล้งปี68/69 

“คณะอนุกรรมการฯ ได้ติดตาม 8 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมกำชับการจัดหาแหล่งน้ำสำรองและวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดย สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ

ด้านอุปโภคบริโภคในเขตการให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ครอบคลุมทั้ง4ภาค ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พะเยา นครสวรรค์ และนครราชสีมา พบว่า ปริมาณน้ำดิบมีเพียงพอต่อความต้องการตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ ส่วนพื้นที่นอกเขตบริการ กปภ. ซึ่งใช้กลไกบริหารจัดการผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

ด้านการเกษตรกรมทรัพยากรน้ำและจิสด้า ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้วิเคราะห์สมดุลน้ำรายตำบลและประเมินพื้นที่เสี่ยงแล้ง พบว่า ปริมาณน้ำมีเพียงพอจนถึงระยะเก็บเกี่ยวและยังไม่พบพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

 

ยันไม่กระทบคุณภาพน้ำประปาภูมิภาค

ด้านคุณภาพน้ำในเขต กปภ. ยังคงมีปริมาณน้ำดิบเพียงพอตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนทิ้งช่วง (ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 69) ขณะที่ในเขต กปน. ได้ร่วมกับ ชป. ติดตามคุณภาพน้ำดิบในลำน้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ติดตามการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อย เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป”

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve)ของ ชป. และ กฟผ. เพื่อปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยต้นฤดูฝนจะระบายน้ำเพื่อเตรียมรองรับน้ำหลาก และปลายฤดูฝนจะชะลอการระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ควบคู่กับการคาดการณ์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569 - 2571) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน

ผังการใช้น้ำของไทย75%อยู่ภาคเกษตร

ข้อมูลจาก แผนปฏิบัติราชการกรมทรัพยากรน้ำระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำของทั้งประเทศ 151,750 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นความต้องการนําเพื่อการเกษตรสูงถึง 113,960 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75% ของความต้องการน้ำทั้งหมด ในจำนวนนี้อยู่ในเขตแหล่งกักเก็บน้ำและระบบชลประทานน้ำอยู่แล้ว 65,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนที่เหลือ 48,960 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรที่ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน (พื้นที่เกษตรนํ้าฝน) อยู่ที่ 61,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณเก็บกักสูงสุดในพื้นที่นอกเขตชลประทาน อยู่ที่ 13,200 ล้านลูกบาศก์เมตร (จาก 102,112 แหล่งนํ้า) รองลงไปเป็นการใช้นํ้าเพื่อรักษาระบบนิเวศประมาณ 27,090 ล้านลูกบาศก์เมตร ( 18% ของความต้องการน้ำทั้งหมด) 

เพื่อการอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยวประมาณ 6,490 ล้านลูกบาศก์เมตร (4 %ของความต้องการน้ำทั้งหมด) และการอุตสาหกรรม

ประมาณ 4,206 ล้านลูกบาศก็เมตร ( 3% ของความต้องการนํ้าทั้งหมด) หากพิจารณาการใช้น้ำตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรพบว่า ประเทศไทยมีร่องรอยการใช้น้ำต่อหัว (Water Footprint : คือตัวชี้วัดปริมาณน้ำจืดทั้งหมดที่ใช้ในกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการ) 2,223 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี ถือว่าสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยร่องรอยการใช้น้ำทั่วโลกเท่ากับ 1,240 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำ 

ผวาอีก 15 ปีทั่วโลกน้ำไม่พอใช้

สหประชาชาติคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะพุ่งสูงขึ้นถึง 80 พันล้านคนในปี ค.ศ. 2030 และ9 พันล้านคนในปี ศ.ศ. 2050 จะมีความต้องการใช้ำน้ำทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 55% ในปี ค.ศ. 2050 

"หากพฤติกรรมการใช้น้ำของผู้คนทั่วโลกยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ทุกวัน โลกเราจะเหลือน้ำเพียงพอใช้เพียง 60% ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมดภายใน 15ปีจากนี้ หรือในปี ค.ศ.2030"

ทั้งนี้ สภาพปัญหาการบริหารจัดการนํ้า (Pain Points) แบ่งได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาขาดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ป้องกัน ดูแล รักษาทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ 2. ปัญหาการขาดแคลนนํ้า และการเข้าถึงน้ำของประชาชนปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาที่เกิดจากปริมาณน้ำ(Water Supply) ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้า (Water Demand)

‘อุณหภูมิสูง-ฝนน้อย’ทำ‘สทนช.’เร่งระบบ  เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศแม่นยำ