“TDRI”ชี้ไทยจ่อเป็นเป้าทรัมป์รีดภาษีเพิ่มหลังศาลสูงสั่งภาษี reciprocal tariffs โมฆะ หลังไทยติดกลุ่ม 15 ประเทศเกินดุลสหรัฐมากสุด แนะไทยเร่งเจรจาต่อเนื่อง เฝ้าระวังค่าบาทแข็งค่าหลังดอลล่าร์อ่อน คาดค้างในกรอบ 30-32 บาทต่อดอลล่าร์อีกนาน จ่อกระทบภาคส่งออก
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึง กรณีที่สหรัฐ ต้องยกเลิกภาษีตอบโต้ตามคำสั่งศาลสูง มาเก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นผลจากคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า คำตัดสินนี้มีผลเฉพาะภาษีตอบโต้ที่เป็น reciprocal tariffs ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอาศัยอำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) เท่านั้น ส่วนมาตรการใน section อื่นๆ ยังมีผลอยู่ตามเดิมซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะสินค้า/กลุ่มประเทศที่บังคับใช้ได้
โดยในภาพรวมความได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละประเทศที่เกิดขึ้นจาก reciprocal tariffs ก็ลดลง คือเหลือเท่ากับ tariffs ฐานเดิมบวกกับภาษีที่เก็บเฉพาะตามมาตราอื่นๆ ซึ่งในภาพรวมแปลว่าภาษีลดลง เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก
อย่างไรก็ดี ผลกระทบในอนาคตยังไม่แน่ชัดเพราะว่าทรัมป์คงไม่อยู่เฉย แต่ต้องหาทางผลักดันวาระ (agenda) เดิมของตนเอง คือ ลดขาดดุลการค้าในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มประเทศคู่ค้าหลักซึ่งเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูง หรือกลุ่ม (Dirty15) และไทยเป็นหนึ่งกลุ่มนี้ด้วย
นอกจากนี้สหรัฐยังมีเป้าหมายการดึงฐานการผลิตกลับไปยังประเทศ ซึ่งแปลว่าทรัมป์จะยังคงหาทางปิดดีลการค้าการลงทุนต่อไป และบังคับให้แต่ละประเทศต้องเปิดตลาดเปิดการค้าการลงทุน และต้องยอมให้ประโยชน์กับสหรัฐ ซึ่งไทยเองก็น่าจะยังต้องเจรจาดีลภาษีและการค้ากับสหรัฐต่อเนื่อง
สำหรับผลที่เกิดต่อเศรษฐกิจไทยนั้นนักวิชาการอาวุโสจากทีดีอาร์ไอคาดว่าการส่งออกจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากปัญหาการเชื่อมโยงที่อ่อนแอลงของภาคส่งออกและภาคการผลิตอุตสาหกรรม ผลต่อการขยายตัวของ GDP ได้ไม่มากนัก และมีปัจจัยลบ คือ ค่าเงินสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ค่าเงินบาทจึงมีแนวโน้มแข็งค่าค้างอยู่ในกรอบ 30-32 บาทต่อดอลลาร์นานขึ้น ส่วนระยะต่อไปยังคงต้องจับตาดูการใช้มาตรการภาษีโดยอาศัยอำนาจจากมาตราอื่นๆ และผลการเจรจาดีลต่อ
เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบกับการลงทุนทางตรง (FDI)ที่จะเข้ามายังประเทศไทยหรือไม่ มีแนวโน้มจะชะลอ หรือจะเข้ามาไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้มองว่าธุรกิจอาจจะรอดูทิศทางนโยบายของทรัมป์อยู่บ้าง แต่ภาพใหญ่คือ สหรัฐกับจีนยังคงแข่งกันเป็นใหญ่ทางเศรษฐกิจ แปลว่า FDI ที่หนีจากจีน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์แถบนี้น่าจะยังคงไหลมาแถบอาเซียนอยู่





