วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘วีระพงษ์’ แนะ 2 แนวทางไทยเจรจาสหรัฐต่อ เน้นเว้นภาษีรายสินค้า

‘วีระพงษ์’ แนะ 2 แนวทางไทยเจรจาสหรัฐต่อ เน้นเว้นภาษีรายสินค้า

นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ค ในชื่อบัญชี อาร์ท วีระพงษ์ ประภา - Art Werapong ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐต่อมาตรการภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเห็นว่าศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้า ข่าวดีหรือข่าวร้ายของไทย? โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เมื่อคืน (20 ก.พ.) มีข่าวใหญ่สะเทือนโลกการค้า เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐ (The US Supreme Court) มีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 พิพากษาให้การเก็บภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดีทรัมป์ (ของไทย สหรัฐเก็บอยู่ที่ 19%) ตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ศาลตีความว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศต่างๆ ได้ตามชอบใจ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ขนาดนี้ และไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนทำอย่างนี้มาก่อนตลอด 50 ปีที่มีกฎหมายนี้มา

ทรัมป์หน้าไม่หงายเท่าที่คิด เพราะหลังจากมีคำพิพากษาไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์โต้ตอบกลับ โดยเปลี่ยนไปเก็บภาษีที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยอ้างอิงจากกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 122 ของ The Trade Act 1974) เริ่มที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ และเตรียมจะใช้เครื่องมืออื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเก็บภาษีให้ได้มากที่สุด

 

“นี่เป็นคำพิพากษาที่จะเปลี่ยนแปลงการเจรจาการค้าในโลก หลังจากเมื่อวันที่ 2 เมษายนปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศอิสรภาพ เก็บภาษีสินค้านำเข้ากับประเทศต่างๆ ทั่วโลกแพงหูฉี่ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐที่ขาดดุลการค้ามานาน และพลิกฟื้นภาคการผลิตที่อ่อนแอ”

นายวีระพงษ์ มีข้อเสนอ 3 ข้อสำหรับประเทศไทย ดังนี้

1.แม้วันนี้ศาลจะยกเลิกภาษีต่างตอบแทนรายประเทศ 19% ตามกฎหมาย IEEPA แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือเพื่อเก็บภาษี ต้องรอดูต่อว่าไทยจะโดนมากหรือน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการเจรจา

ทั้งนี้ ศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีต่างตอบแทนที่เก็บรายประเทศ (แต่ละประเทศได้อัตราต่างกันไป ของไทยอยู่ที่ 19%) ตามกฎหมาย IEEPA หลังจากนั้น ทรัมป์โต้ตอบโดยกลับมาเก็บที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยใช้มาตรา 122 ของ The Trade Act 1974 มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตรงนี้ไทยจะได้ประโยชน์ เพราะภาษีลดลงจาก 19% เป็น 10%

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ 10% ตามมาตรา 122 นี้ ทรัมป์สามารถเก็บได้ 150 วัน (ถึง ก.ค. นี้) เท่านั้น ถ้ารัฐสภาสหรัฐไม่ให้ไปต่อ ก็เก็บต่อไม่ได้

ล่าสุด จึงมีประกาศอีกฉบับออกมาสำทับว่า อาจจะใช้มาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 ไล่เก็บภาษีต่างตอบแทนกับประเทศต่างๆ แทน หลังเก็บจากมาตรา 122 ไม่ได้แล้ว

สำหรับมาตรา 301 ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศที่มีพฤติกรรมค้าขายกับสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรม (เช่น มีการลอกเลียนลิขสิทธิ์ทางปัญญา บิดเบือนค่าเงิน) ผู้แทนการค้าสหรัฐจะต้องทำรายงานพฤติกรรมเหล่านี้รายประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มทำกับจีนและบราซิลแล้ว              

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า ภาษีที่เก็บรายสินค้า (ทุกประเทศ rate เดียว) กับสินค้าเช่น ทองแดง อะลูมิเนียม รถยนต์ ยังคงอยู่นะครับ เพราะภาษีนี้อ้างอิงกับกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 232 ของ The Trade Expansion Act 1962) และมีโอกาสที่ทรัมป์จะเพิ่มความเข้มข้นของภาษีนี้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มอัตราภาษี หรือเพิ่มรายการสินค้าที่โดนภาษี

2.ผู้ที่จะได้ภาษีที่เก็บมาแล้วคืน คือ ผู้นำเข้าสหรัฐ ไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย ถ้าผู้ส่งออกไทยจะเรียกร้องเงินคืนบ้าง คงต้องเจรจากับผู้นำเข้า แต่จะต้องรวมกลุ่มต่อรองและจะใช้เวลานาน

สำหรับผู้ที่จะได้ภาษีคืนจากการที่ศาลยกเลิกภาษีต่างตอบแทน คือ ผู้นำเข้าสหรัฐไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย เช่น ผู้นำเข้าสหรัฐ นายจอห์น ซื้อของจากผู้ส่งออกไทย นายสมพงษ์ 100 บาท นายจอห์นต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ 19 บาท เมื่อศาลพิพากษาให้ภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐจึงต้องคืนเงินภาษี 19 บาทให้นายจอห์น ไม่ใช่นายสมพงษ์

เพราะฉะนั้น ผู้ส่งออกไทยยังไม่ได้ประโยชน์โดยตรง นอกจากนายสมพงษ์จะไปเจรจาขอเงินคืนจากนายจอห์นเอง ตรงนี้ รัฐบาลรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสนับสนุนการเจรจาได้ แต่คงจะใช้เวลานาน เพราะตอนนี้ผู้นำเข้าสหรัฐ นายจอห์นเอง ก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน เพราะทรัมป์บอกเลยว่ากระบวนการจะไม่ง่าย

3.การเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐควรทำต่อ แต่โจทย์ของการเจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐต้องดำเนินต่อไป แต่โจทย์เจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป โดยในเมื่อทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือ การเจรจาจึงควรดำเนินต่อไป แต่โจทย์จะไม่ใช่เจรจาเพื่อให้ได้ 19% ตามเดิมแล้ว

ทั้งนี้ ขอเสนอว่าด้วยรูปการณ์ปัจจุบัน โจทย์ในการเจรจาของไทยมี 2 ข้อ คือ

1.ไทยควรเน้นเจรจาเพื่อขอยกเว้นหรือลดภาษีเป็นรายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่สำคัญกับการส่งออกไทย เช่นที่อังกฤษเคยเจรจาขอลดภาษีเหล็กได้ เป็นต้น จะทำให้ต้นทุนการส่งออกลดลง ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ

2.ไทยต้องเตรียมสู้กลับกรณีผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) รายงานพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมของไทย เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีในอนาคต

ในส่วนนี้รัฐบาลไทยทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเตรียมเหตุผลเจรจากับสหรัฐให้เข้มแข็งว่า พฤติกรรมการค้าของไทยยุติธรรมอย่างไร หรือจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่อย่างไร

“ข่าวดีคือ เราได้ลดภาษีจาก 19% มาเป็น 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่นี่เป็นข่าวดีชั่วคราว ยังต้องจับตาดูทรัมป์ว่าจะใช้เครื่องมืออื่นๆ อย่างไร การเจรจาจะมีความสำคัญมาก”