วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘สนค.’ เปิด 6 อาวุธการค้า ‘ทรัมป์’ บังคับใช้ได้แม้ศาลฎีกาสหรัฐคว่ำ ‘ภาษีตอบโต้’

‘สนค.’ เปิด 6 อาวุธการค้า ‘ทรัมป์’  บังคับใช้ได้แม้ศาลฎีกาสหรัฐคว่ำ ‘ภาษีตอบโต้’

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า  (สนค.) เผยแพร่บทความเรื่อง "6 อาวุธการค้าของทรัมป์ หลังศาลฎีกาสหรัฐ คว่ำภาษีตอบโต้" 

โดยระบุถึงกฎหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกา สำหรับการบังคับใช้มาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ

ได้แก่ 1.มาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ. 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการใช้มาตรการทางการค้า เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การนำเข้าสินค้ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ มาตรการทางการค้าที่ใช้ได้ เช่น การขึ้นภาษี การกำหนดโควตา หรือห้ามนำเข้า และไม่มีการกำหนดระยะเวลาบังคับใช้

2.พระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974)

-  มาตรา 122 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีนำเข้าแบบเหมารวม (สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15) โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้สูงสุด 150 วัน หากเกินระยะเวลาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดใช้มาตรา 122 เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา

3.มาตรา 203 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ Safeguard ซึ่งเป็นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยบังคับใช้ได้สูงสุด 4 ปี และขยายได้อีก 4 ปี หาก US International Trade Commission หรือ USITC เห็นว่ายังจำเป็น

4.มาตรา 301 ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ USTR สอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้า
ที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งก่อให้เกิดภาระต่อการค้าของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังให้อำนาจ
ในการกำหนดมาตรการแก้ไข โดยการขึ้นภาษีศุลกากรและการกำหนดข้อจำกัดทางการค้าอื่น ๆ โดย USTR อาจเริ่มดำเนินการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ด้วยตนเอง หรือเปิดการไต่สวนเพื่อตอบสนองต่อคำร้องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องอยู่ภายใต้อำนาจเฉพาะจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

5.มาตรา 338 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร ปี ค.ศ. 1930 (Tariff act of 1930) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการกำหนดอัตราภาษีใหม่ในอัตราสูงสุดร้อยละ 50 ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้า โดยอาศัยการตรวจสอบและรายงานจาก USITC แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริง

และ 6.International Economic Emergency Act (IEEPA) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจัดการภัยคุกคามจากภายนอกที่กระทบต่อความมั่นคง การต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจ

โดยสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การปิดกั้นการนำเข้า และการซื้อที่ทำโดยชาวต่างชาติ

 ทั้งนี้ IEEPA ไม่ได้กำหนดนิยามที่ชัดเจน จึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีอำนาจตัดสินใจโดยอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่ IEEPA กำหนดให้ประธานาธิบดีปรึกษาและรายงานกับรัฐสภาเป็นระยะ

แม้ว่ารัฐสภายังคงมีอำนาจในการยุติภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ประกาศโดยการผ่านมติร่วม แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังคงสามารถยับยั้ง (Veto) มติร่วมได้ 

 ทั้งนี้ข้อสังเกต หาก Supreme Court (ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา) ยังคงยืนคำตัดสินตามความเห็นของศาล CIT และศาล CAFC ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังคงมีหนทางในการหันไปใช้มาตรา 232 หรือมาตรา 301 หรือมาตรา 203 หรือมาตรา 338 หรือมาตรา 122 ข้างต้น ซึ่งอยู่ในขอบเขตของอำนาจฝ่ายบริหารที่จะกำหนดมาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ