สนค. เปิดเผย 6 กฎหมายการค้าสำคัญของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินมาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ กฎหมายเหล่านี้ยังคงเป็นทางเลือกให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บังคับใช้ได้ แม้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินให้การเก็บภาษีตอบโต้บางประเภทสิ้นสุดลง
KEY POINTS
- สนค. เปิดเผย 6 กฎหมายการค้าสำคัญของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินมาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ
- กฎหมายเหล่านี้ยังคงเป็นทางเลือกให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บังคับใช้ได้ แม้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินให้การเก็บภาษีตอบโต้บางประเภทสิ้นสุดลง
- อำนาจตามกฎหมายครอบคลุมการขึ้นภาษี, กำหนดโควตา, และใช้มาตรการคว่ำบาตร โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ (มาตรา 232), การค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 301) และภาวะฉุกเฉิน (IEEPA)
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยแพร่บทความเรื่อง "6 อาวุธการค้าของทรัมป์ หลังศาลฎีกาสหรัฐ คว่ำภาษีตอบโต้"
โดยระบุถึงกฎหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกา สำหรับการบังคับใช้มาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ
ได้แก่ 1.มาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ. 1962 (Trade Expansion Act of 1962) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการใช้มาตรการทางการค้า เมื่อกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การนำเข้าสินค้ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ มาตรการทางการค้าที่ใช้ได้ เช่น การขึ้นภาษี การกำหนดโควตา หรือห้ามนำเข้า และไม่มีการกำหนดระยะเวลาบังคับใช้
2.พระราชบัญญัติการค้า ปี ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974)
- มาตรา 122 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีนำเข้าแบบเหมารวม (สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15) โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้สูงสุด 150 วัน หากเกินระยะเวลาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใดใช้มาตรา 122 เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา
3.มาตรา 203 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ Safeguard ซึ่งเป็นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมาก โดยบังคับใช้ได้สูงสุด 4 ปี และขยายได้อีก 4 ปี หาก US International Trade Commission หรือ USITC เห็นว่ายังจำเป็น
4.มาตรา 301 ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ USTR สอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้า
ที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งก่อให้เกิดภาระต่อการค้าของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังให้อำนาจ
ในการกำหนดมาตรการแก้ไข โดยการขึ้นภาษีศุลกากรและการกำหนดข้อจำกัดทางการค้าอื่น ๆ โดย USTR อาจเริ่มดำเนินการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ด้วยตนเอง หรือเปิดการไต่สวนเพื่อตอบสนองต่อคำร้องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยต้องอยู่ภายใต้อำนาจเฉพาะจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
5.มาตรา 338 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากร ปี ค.ศ. 1930 (Tariff act of 1930) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการกำหนดอัตราภาษีใหม่ในอัตราสูงสุดร้อยละ 50 ต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้า โดยอาศัยการตรวจสอบและรายงานจาก USITC แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริง
และ 6.International Economic Emergency Act (IEEPA) ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจัดการภัยคุกคามจากภายนอกที่กระทบต่อความมั่นคง การต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจ
โดยสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การปิดกั้นการนำเข้า และการซื้อที่ทำโดยชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ IEEPA ไม่ได้กำหนดนิยามที่ชัดเจน จึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีอำนาจตัดสินใจโดยอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่ IEEPA กำหนดให้ประธานาธิบดีปรึกษาและรายงานกับรัฐสภาเป็นระยะ
แม้ว่ารัฐสภายังคงมีอำนาจในการยุติภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ประกาศโดยการผ่านมติร่วม แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังคงสามารถยับยั้ง (Veto) มติร่วมได้
ทั้งนี้ข้อสังเกต หาก Supreme Court (ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา) ยังคงยืนคำตัดสินตามความเห็นของศาล CIT และศาล CAFC ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังคงมีหนทางในการหันไปใช้มาตรา 232 หรือมาตรา 301 หรือมาตรา 203 หรือมาตรา 338 หรือมาตรา 122 ข้างต้น ซึ่งอยู่ในขอบเขตของอำนาจฝ่ายบริหารที่จะกำหนดมาตรการทางการค้ากับต่างประเทศ





