“ธนกร” แจง ความสำเร็จยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา เกิดจาก “อนุทิน” กำชับใช้กลยุทธ์เชิงรุก เชื่อเจรจาฉันมิตร ผนวกไทยไม่หวั่นหากต้องสู้คดีให้จบในชั้นอนุญาโตตุลาการ ส่งผลคู่กรณีมองยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจเป็นทางออกที่ดีที่สุด แย้มขอคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษา “ลุงตู่” จนสำเร็จลุล่วง
KEY POINTS
- ธนกร วังบุญคงชนะ ระบุว่า ความสำเร็จในการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราเป็นผลจากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มอบหมายให้ตนวางกลยุทธ์การต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ
- กลยุทธ์ดังกล่าวคือการเจรจาเชิงรุก โดยแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งว่าไทยพร้อมสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่กับการเจรจาฉันมิตรภายใต้เงื่อนไขที่ไม่สร้างภาระให้ประเทศ
- การส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยไม่หวั่นเกรงหากต้องสู้คดีให้ถึงที่สุด ทำให้คู่กรณีเล็งเห็นว่าการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจเป็นทางออกที่ดีที่สุด
- นายธนกรชี้ว่าความสำเร็จเป็นผลงานของคณะทำงานชุดปัจจุบัน ภายใต้นโยบายของตน และปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่มีผู้พยายามเชื่อมโยง
- นายธนกรยังเปิดเผยว่าระหว่างการเจรจาได้ขอคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาโดยตลอด ซึ่งอดีตนายกฯ ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมการทำงานของคณะทำงานชุดนี้
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความสำเร็จในการระงับข้อพิพาทกรณี เหมืองทองคำอัครา ว่า แม้ในช่วงปี 2563 จะมีการแต่งตั้ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เพิ่มเข้ามาเป็นกรรมการเพิ่มเติมเพื่อดูแลเรื่องคดีเหมืองทองในขณะนั้น จากนั้นบทบาทของคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็สิ้นสภาพลงไปตามวาระของรัฐบาลในเดือนสิงหาคม 2566 จนกระทั่งเข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2568 จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนกรณีเหมืองทองอัคราขึ้นมาใหม่ โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความพยายามเชื่อมโยงว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากนายพีระพันธุ์ที่เดินเกมคู่ขนานไปด้วย นายธนกร กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทในครั้งนี้ เป็นผลจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ตน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วางกลยุทธ์การต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะทำงานฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด มีการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของประเทศไทยในเวทีสากลว่า
ไทยพร้อมเต็มที่ในการต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่กับการเจรจาอย่างฉันมิตร ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การเจรจานั้นจะต้องยึดหลักกฎหมาย และต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่สร้างภาระให้กับประเทศไทยโดยเด็ดขาด ดังนั้น การส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยไม่หวั่นเกรงหากต้องสู้คดีให้จบในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการออกคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ทำให้คู่กรณีเล็งเห็นว่า การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“การยุติปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปีได้สำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของคณะทำงานชุดปัจจุบัน ภายใต้นโยบายของผม และการทำงานอย่างต่อเนื่องของผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกคน ที่ใช้กลยุทธ์การเจรจาเชิงรุก ภายใต้การรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง จึงรักษาภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน จนสามารถยุติคดีลงได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างการเจรจานั้น ผมยังได้ขอคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี มาโดยตลอดอีกด้วย และเมื่อทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ขอบคุณและชื่นชมการทำงานของคณะทำงานชุดนี้อีกด้วย”





