ในขณะที่เทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังเป็นวาระสำคัญระดับโลก ประเทศไทยกำลังเตรียมขยับตัวครั้งใหญ่ในเชิงนโยบายเพื่อสุขภาพ เมื่อกรมสรรพสามิตเตรียมปัดฝุ่นและผลักดัน “ภาษีความเค็ม” หรือภาษีโซเดียม เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่
โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่ติดรสเค็มจนน่าเป็นห่วง และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นจากการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
คนไทยกินเค็มทะลุพิกัด
สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตจากการบริโภคโซเดียมที่มากเกินความจำเป็น โดยข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยและการตรวจร่างกายระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป บริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำที่ 2,000 มิลลิกรัมต่อวันถึงเกือบ 2 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงมหาศาลต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหัวใจ ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับประเทศถึงประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
เปิดโมเดลภาษีแบบขั้นบันได บังคับใช้สินค้าโซเดียมสูง
แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่า การศึกษาโครงสร้างภาษีความเค็มนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วและได้หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยรูปแบบการจัดเก็บจะใช้โมเดลเดียวกับ “ภาษีความหวาน” ที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดน้ำตาลมาแล้ว
โดยจะมีการใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได หากผลิตภัณฑ์ใดมีปริมาณโซเดียมสูงก็จะเสียภาษีในอัตราที่สูงตามไปด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ลง
ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าเป้าหมายที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ คือสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูงและไม่ใช่สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น ขนมขบเคี้ยว ทั้งนี้ประเภทของสินค้าที่จะจัดเก็บจะเสนอต่อรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ โดยยืนยันว่ามาตรการนี้จะยกเว้นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพและวัตถุดิบพื้นฐานในการประกอบอาหาร เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
สำหรับการจัดเก็บภาษีความเค็มนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อการหารายได้เข้ารัฐ แต่เป็นเครื่องมือทางการคลังในการดูแลสุขภาพประชาชนและลดความเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆ โดยกรมสรรพสามิตเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรม จึงได้วางกรอบเวลาการดำเนินงานที่มีความยืดหยุ่น โดยจะมีช่วงเวลาพักการบังคับใช้ หรือ Grace Period ให้กับผู้ประกอบการประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี หลังจากกฎหมายประกาศใช้ เพื่อให้ภาคเอกชนมีเวลาเพียงพอในการวิจัยและปรับปรุงสูตรอาหารให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่
จับตาทิศทางตลาดอาหารสุขภาพ
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมองว่า หากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลใหม่ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ผลิตจะเร่งพัฒนาสินค้ายุคใหม่ที่เป็นสูตรลดโซเดียม (Low Sodium) ออกสู่ตลาดมากขึ้นเพื่อเลี่ยงภาระทางภาษี ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เริ่มมองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การรักษารสชาติให้ถูกปากผู้บริโภคควบคู่ไปกับการลดปริมาณเกลือ ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยลดปริมาณการบริโภคโซเดียมของคนไทยลงได้ถึง 20% ภายใน 5 ปี ซึ่งจะช่วยเซฟชีวิตและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศได้อย่างมหาศาลในระยะยาว
แนวคิดการจัดเก็บภาษีความเค็มไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ผ่านมามีการพูดถึงและศึกษาความเป็นไปได้มานานหลายปี ทว่าที่ผ่านมามักถูกแตะเบรกด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติค่าครองชีพที่รัฐบาลเกรงว่าการจัดเก็บภาษีเพิ่มจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องปรุงรส ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเดือดร้อนของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำให้มาตรการนี้ถูกพับเก็บและนำมาพิจารณาใหม่หลายครั้ง
อย่างไรก็ดี การกลับมาของมาตรการนี้ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีความเป็นไปได้สูงที่การจัดเก็บภาษีความเค็มจะถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหารายได้ใหม่ๆ มาเติมเต็มงบประมาณที่ขาดดุลสะสม และเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนการบริโภคของประชาชนให้คำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น





