วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'พาณิชย์' เผยตลาดค้าปลีกเวียดนามปี 2568 รายได้พุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี

'พาณิชย์' เผยตลาดค้าปลีกเวียดนามปี 2568 รายได้พุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี

เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ  (สคต.)  ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม รายงานว่า กรมบริหารและพัฒนาตลาดภายในประเทศ (Vietnam Directorate of Market Surveillance) สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (Ministry of Industry and Trade: MOIT) เปิดเผยมูลค่ารวมของตลาดค้าปลีกและรายได้จากภาคบริการของเวียดนามในปี 2568

ทั้งนี้มีรายได้สูงถึง 7,000 ล้านล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 268,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.2 %  เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นช่วงปีที่ได้รับผลกระทบจาก การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำหรับรายได้จากการค้าปลีกเติบโต 8 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกัน ภาคบริการเติบโต 20.2 %  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และรายได้จากบริการที่พักและบริการอาหารเพิ่มขึ้น 14.6 % เนื่องจากปี 2568 เป็นปีที่เวียดนามจัดกิจกรรมขนาดใหญ่หลายรายการและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาในจำนวนมาก

แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนเวียดนามที่ปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับรายได้ปานกลาง

ประกอบกับการที่แบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อผลักดันรูปแบบการค้าปลีกผ่านหลายช่องทางทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (Omni Channel) โดยผสานประสบการณ์การซื้อขายในศูนย์การค้าเข้ากับการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว

 

ส่วนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากอัตราการใช้งานสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน การสนับสนุนกิจกรรมค้าปลีกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมสร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภค

โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาว คิดเป็นถึง 70 % ของปริมาณผู้ใช้บริการในเมืองศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ เช่น กรุงฮานอย นครไฮฟอง นครดานัง และนครโฮจิมินห์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานตลาดภายในประเทศเวียดนาม ปี 2568 คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ในปี 2568 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซเวียดนามอยู่ที่ 32,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 12 % ของรายได้รวมจากการค้าปลีกสินค้าและบริการทั่วประเทศ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 20  %  เมื่อเทียบกับ  ปี 2567 ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อัตราการเติบโตที่สูงนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของชาวเวียดนามเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการลงทุนอย่างจริงจังของภาคธุรกิจ ในเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการสินค้า การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด

ไปจนถึงแพลตฟอร์มการขายออนไลน์และการขายผ่านการถ่ายทอดสด (Livestreaming) สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มุ่งสู่ระบบค้าปลีกที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

 

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของภาคค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคและการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าด้วยซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน (Supermarket) 1,293 แห่ง ห้างสรรพสินค้า (Shopping Mall) 276 แห่ง และตลาดดั้งเดิม (Traditional Market) มากกว่า 8,274 แห่งทั่วประเทศ

ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับเศรษฐกิจเมืองของเวียดนามเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงตัวชี้วัดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น

รายงานตลาดภายในประเทศเวียดนามปี 2568 ได้วิเคราะห์อย่างเป็นกลางและสะท้อนภาพความเป็นจริงของความท้าทายและข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่ของตลาดภายในประเทศเวียดนาม ภายใต้บริบทของการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับสูง

ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อความผันผวนจากการค้าระหว่างประเทศ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังคงเผชิญกับอุปสรรคด้านขั้นตอนการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายด้านที่ดิน คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์   ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การชำระเงิน และโทรคมนาคมที่ยังขาดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

นอกจากนี้ ในปี 2568 ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากต่างประเทศ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานในบริบทที่ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีผลต่อความเชื่อมั่นและจิตวิทยาการบริโภคของผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ  แม้จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีข้อจำกัดกว่าบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในด้านขนาดของกิจการ ระดับเทคโนโลยี และศักยภาพด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่

อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรวัยหนุ่มสาว และรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่เพิ่มขึ้น เวียดนามอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปี 2569–2573 โดยมูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2573

ทั้งนี้ สคต.กรุงฮานอยให้ความเห็นว่า จากรายงาน Vietnam Retail Store Modern Trade Trends 2568 ของบริษัท Q&Me Vietnam Market Research ระบุว่าจำนวนร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) และซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก (Mini Supermarket) ในเวียดนามเพิ่มขึ้นจากจำนวน 7,362 ร้าน ในปี 2567 เป็น 7,806 ร้าน ในปี 2568

ในจำนวนนี้ เครือข่ายร้าน WinMart และ WinMart+ ของบริษัท WinCommerce มีจำนวน 4,592 ร้าน คิดเป็น58.8 % ของจำนวนร้านค้าปลีกทั้งหมดทั่วประเทศ

และในปี 2568 บริษัทฯ ได้เปิดร้านใหม่จำนวน 764 ร้าน โดยร้านขายปลีก WinMart+ สำหรับพื้นที่ชนบท มีจำนวนถึง 602 ร้าน คิดเป็น 80  %  ของร้านที่เปิดใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นกลยุทธ์การขยายเครือข่ายอย่างชัดเจนเข้าสู่พื้นที่ชนบทของเวียดนาม

การที่ตลาดค้าปลีกของเวียดนามบรรลุมูลค่าสูงสุดในรอบ 5 ปี ไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของรายได้มวลรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ประสิทธิผลจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าภายในประเทศด้วย

รวมทั้งกลยุทธ์การขยายร้านค้าปลีกเข้าสู่พื้นที่ชนบทถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการส่งออกไทยในช่วงปีต่อๆ ไป