สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ “ตลาดอาหารโลก” ใกล้ชิด พบว่า“ตลาดอาหารโลก”กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะในแง่ของการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นทางสุขภาพเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่การตั้งคำถามด้านนโยบาย, กฎระเบียบ, และการค้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม "อาหารหลัก" ที่เป็นอาหารที่คนทั่วไปบริโภคเป็นประจำและมีผลต่อโครงสร้างการบริโภคของประชากรโลก
จากการสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกในปี 2568 โดย Euromonitor Voice of the Consumer พบว่า 27 % ของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังพยายามจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูป และในกลุ่มที่ตั้งใจปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น พบว่า มีสัดส่วนสูงถึง 49 % สะท้อนว่า การหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปไม่ได้เป็นเพียงกระแสเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังกลายเป็นกระแสหลักในการเลือกบริโภคอาหารของผู้คนจำนวนมาก
ทั้งนี้ ความตื่นตัวของผู้บริโภคมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยประเทศในแถบลาตินอเมริกามีระดับการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง เนื่องจากมีการนำแนวคิดการจำแนกอาหารตามระดับการแปรรูปมาใช้ในนโยบายโภชนาการของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก แม้สัดส่วนผู้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปจะต่ำกว่าเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงจำนวนประชาก กลับหมายถึงผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน ซึ่งส่งผลต่อขนาดตลาดอาหารโลกอย่างมีนัยสำคัญ
รายงานของ Euromonitor ยังระบุว่า การบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงทั่วโลกคิดเป็น 21 % ของพลังงานจากอาหารที่บริโภคต่อคนต่อวัน ซึ่งในประเทศที่มีรายได้สูง เช่น อเมริกาเหนือ มีสัดส่วนสูงถึง 54 % รองลงมาเป็นออสเตรเลียที่ 42 % และยุโรปตะวันตกที่ 35 % การบริโภคในภูมิภาคเหล่านี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าถึงอาหารสะดวกซื้อ, วิถีชีวิตเมือง, และความเร่งรีบในการทำงาน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นในประเทศพัฒนาแล้ว
แม้ภาพจำของอาหารแปรรูปขั้นสูงมักเชื่อมโยงกับขนมขบเคี้ยวหรืออาหารฟาสต์ฟู้ด แต่ในเชิงโภชนาการกลับพบว่า กลุ่มอาหารหลัก เช่น ขนมปัง พาสต้า ซีเรียล บะหมี่ และเนื้อสัตว์แปรรูป เป็นแหล่งพลังงานของอาหารแปรรูปขั้นสูงที่มากที่สุดในโลก โดยคิดเป็น 39 %ของพลังงานจากอาหารแปรรูปขั้นสูงทั้งหมด สูงกว่ากลุ่มขนมขบเคี้ยวซึ่งอยู่ที่ 36 % ทั้งนี้ กลุ่มอาหารหลักดังกล่าว เป็นอาหารที่ผู้บริโภคไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยง่าย ทำให้แรงกดดันจากกระแสหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปส่งผลต่อกลุ่มสินค้าเหล่านี้โดยตรง
ผลกระทบของกระแสอาหารแปรรูปขั้นสูงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิยามทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ การรับรู้ของผู้บริโภค เป็นสำคัญ กลุ่มอาหารที่ได้รับประโยชน์ อาทิ ข้าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตพื้นฐานที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ รวมถึง ผักและผลไม้แปรรูปแบบพื้นฐาน เช่น แช่แข็งหรือบรรจุกระป๋องที่มีส่วนผสมไม่ซับซ้อน ซึ่งผู้บริโภคยังคงมองว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
ในทางตรงกันข้าม ซีเรียลอาหารเช้า และ เนื้อเทียม (plant-based meat) อาจเผชิญกับแรงกดดันอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้บริโภครับรู้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องอาศัยการแปรรูปสูง และมีส่วนผสมที่ซับซ้อน ขัดกับหลักอาหารจากธรรมชาติ ขณะที่สินค้าในบางหมวด เช่น ขนมปัง และ พาสต้าหรือบะหมี่ มีผลกระทบแบบผสม โดยสินค้าแบบดั้งเดิมหรือสูตรเรียบง่ายยังได้รับการยอมรับมากกว่าสินค้าสำเร็จรูปหรือปรุงแต่งสูง
ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่ออาหารแปรรูปขั้นสูง จากทั้งผู้บริโภคและแนวโน้มการดูแลใส่ใจด้านสุขภาพ ตลาดอาหารหลักกลับแสดงสัญญาณการเติบโตที่สวนทางอย่างชัดเจนในกลุ่มสินค้าออร์แกนิกและสินค้าจากธรรมชาติ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 มูลค่าตลาดอาหารหลักแบบออร์แกนิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 79 % ขณะที่สินค้าธรรมชาติจะขยายตัวสูงถึง 103 % สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ในตลาดอาหารโลก ซึ่งผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ “ฉลากสะอาด (Clean Label)” มากขึ้น เสมือนใบยืนยันสร้างความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร
โดยการสื่อสารถึงความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่ายของส่วนผสม และการหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีน้ำหนักมากกว่าการอธิบายกระบวนการผลิตเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนและยากต่อการรับรู้ของผู้บริโภค แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่และรายย่อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ ในช่วงที่การเติบโตเชิงปริมาณของตลาดอาหารโดยรวมเริ่มชะลอตัว
“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อสินค้าอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารหลักที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ข้าว และผักผลไม้แปรรูปพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคยังให้ความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวด้านนโยบายและกฎระเบียบในประเทศพัฒนาแล้ว ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานิยามและแนวทางกำกับอาหารแปรรูปขั้นสูง อาจนำไปสู่การออกมาตรการด้านฉลากหรือข้อกำหนดทางการค้าในอนาคต
ทางสนค.จึงมีข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย คือ ต้องเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใสของส่วนผสม และการสื่อสารภาพลักษณ์อาหารธรรมชาติ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยยังสามารถใช้ความได้เปรียบด้านขนาดและความยืดหยุ่นในการผลิต เพื่อเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับอาหารสุขภาพและฉลากสะอาด ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว





