เวทีสัมมนาบัญชีจุฬาฯ ถกปม 88 ปี "รีเซตเศรษฐกิจไทย" ภาคเอกชน ชี้ไทยไม่ได้เพียงแค่เผชิญภาวะถดถอยชั่วคราว แต่กำลังติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง แนะทางรอดต้องรีฟอร์มโครงสร้างทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ จี้ รัฐบาลใหม่เลิกโควตาการเมือง-ดึงมืออาชีพกู้วิกฤติ
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการในโอกาสครบรอบ 88 ปี ในหัวข้อ “RESET THAILAND’S ECONOMY: รีเซตเศรษฐกิจไทย โอกาสสุดท้าย หรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?”โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เข้าร่วมเป็นวิทยากร
ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยรุนแรง แต่อยู่ในอาการซึมตัวเล็กน้อย และมีสัญญาณชะลอต่อเนื่อง จึงถึงเวลาที่ต้อง “รีเซต” ครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการปรับระยะสั้น แต่ต้องเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง มิฉะนั้นปัญหาจะยิ่งฝังลึก โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขมานาน ทั้งโครงสร้างทางการเมือง และการปกครอง ซึ่งในอดีตการเมืองถูกมองว่าเป็นตัวกำหนดเศรษฐกิจ และสังคม แต่ในบริบทโลกปัจจุบัน เศรษฐกิจ และสังคมกลับเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมือง หากเศรษฐกิจอ่อนแอ สังคมย่อมเผชิญความเปราะบาง และความขัดแย้ง ดังนั้น การเมืองต้องหันมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพสังคม มากกว่ามุ่งแข่งขันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ประเด็นที่สองคือ โครงสร้างทางสังคม ที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย กระทบต่อกำลังแรงงาน และศักยภาพการพัฒนาในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถยกระดับทักษะ และขีดความสามารถในการแข่งขัน และสุดท้ายโครงสร้างเศรษฐกิจ ไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน แต่ปัจจุบันการเติบโตชะลอลงต่อเนื่อง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างให้ทันต่อเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีใหม่ และห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป ไทยอาจเผชิญความยากลำบากในการแข่งขันระยะยาว
ดร.พจน์ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาไทยจะมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการลงทุนในพื้นที่ EEC ที่ขยายตัวสูง สะท้อนว่าไทยยังเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนที่มีศักยภาพ ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ได้เปรียบ มีทางออกทะเลสองฝั่ง ทรัพยากรพื้นฐานพร้อม และแรงงานรองรับ อย่างไรก็ตามการดึงดูดการลงทุนต้องคำนึงถึง “สิ่งที่ประเทศไทยได้รับ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขเงินลงทุน จึงเสนอให้รัฐทบทวนเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน กำหนดเงื่อนไขให้เกิดการใช้วัตถุดิบและซัพพลายเออร์ในประเทศ (Local Content) มากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในบริบทที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) มากขึ้นจากแรงกดดันทางการค้า
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน ที่สำคัญคือ การพัฒนาทุนมนุษย์ ขณะที่โลกกำลังขับเคลื่อนด้วย AI ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล จึงจำเป็นต้องเร่ง “อัปสกิล–รีสกิล” แรงงานที่มีอยู่ และปรับโครงสร้างการศึกษาให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่
"ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ จึงจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญตรงกับภารกิจของแต่ละกระทรวง ไม่ควรยึดเพียงโควตาทางการเมือง แต่ต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถ และเข้าใจงานอย่างแท้จริง เพราะหากขาดความเชี่ยวชาญ อาจไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากปัญหาได้ และต้องกำหนด “วาระแห่งชาติ” (National Agenda) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปราบปรามคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศ หากสามารถจัดการปัญหานี้ได้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ" ดร.พจน์ กล่าว
ด้านนายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ท่ามกลางคลื่นลมแรงจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ภายในเรือเองกลับมี “รอยรั่ว” จากความเปราะบางเชิงโครงสร้าง รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เพียง “รีเซต” แต่ต้อง “รีฟอร์ม” และ “ทรานส์ฟอร์ม” ควบคู่กันไป คือ การซ่อมแซมจุดอ่อนภายใน ปรับโครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้น และติดตั้งระบบรับมือความเสี่ยงใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนของโลกให้เป็นโอกาส แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แต่กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โอกาสในการกลับมาเติบโตอย่างเข้มแข็งอาจยิ่งเลือนหาย ท่ามกลาง “พายุสมบูรณ์แบบ” ที่ถาโถมจากทั้งภายใน และภายนอกประเทศ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ท่ามกลางความตึงเครียดของโลกยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงสงครามการทหาร แต่ยังรวมถึงสงครามด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ที่ดำเนินควบคู่กัน นักวิชาการด้านเศรษฐกิจเตือนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “FR War” หรือสงครามในมิติความขัดแย้งที่ซับซ้อนมากขึ้น
ในบริบทปัจจุบัน มหาอำนาจที่เป็น “คู่ชกตัวจริง” คือ จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของโลก ขณะเดียวกันก็เป็นคู่ค้าอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานะ “อยู่ระหว่างเขาควาย” ต้องบริหารสมดุลความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง
โลกวันนี้ไม่เหมือนอดีตที่หลายประเทศสามารถประกาศความเป็นกลางได้อย่างชัดเจน กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) กำลังถดถอย กลายเป็นภาวะ “De-globalization” และลึกไปกว่านั้นคือ “Decoupling” หรือการแยกขั้วห่วงโซ่อุปทาน ประเทศต่างๆ ถูกกดดันให้เลือกว่าจะอยู่ในซัพพลายเชนที่นำโดยฝั่งตะวันตก หรือฝั่งตะวันออก
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างหลายด้าน แต่จุดแข็งสำคัญคือ ทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการเสนอว่า ไทยควรวางบทบาทคล้าย สวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะประเทศที่เป็นกลางทางการลงทุน เปิดรับทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจ ไม่ว่าความขัดแย้งระดับโลกจะดำเนินไปในทิศทางใด
อย่างไรก็ตาม การจะก้าวสู่จุดนั้นได้ รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง พร้อมทั้งเร่งแก้ไขกฎหมายล้าสมัย และขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน ปัจจุบันมีกฎหมาย และระเบียบจำนวนมากที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ อีกประเด็นสำคัญคือ การลดปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ประเทศ
หากไทยสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎหมาย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างจริงจัง ก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกใหม่
ส่วนสิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ในช่วง 100 คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และมองว่าทีมภูมิใจไทยมีทีมเศรษฐกิจที่ทำนโยบายได้ต่อเนื่องได้ ฉุดเศรษฐกิจที่ติดหล่มได้ ท่ามกลางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(lMF) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยโต 1.6 % จึงถือว่าปีที่ท้าทายมาก ดังนั้นการจัดคนให้ตรง หน้าที่ และการทำงาน จะสร้างความเชื่อมั่นกลับมาได้
ด้าน นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องเริ่มจากการทบทวนโครงสร้างประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำ และความเข้มแข็งของรัฐบาล หากรัฐบาลไม่จริงจังกับการปรับปรุงโครงสร้าง ประเทศจะเผชิญความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากประสบการณ์ทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศในกว่า 30–35 ประเทศ ทุกประเทศให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และมุ่งเน้นการส่งออกเพื่อสร้างการเติบโต โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สะท้อนว่าภาคการค้าเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการส่งออก การยกระดับความสามารถการแข่งขัน และการสร้างระบบบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงการลดปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการ “ทรานส์ฟอร์ม” ประเทศ โดยในช่วง 3–4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลชุดใหม่มีทิศทางการจัดวางทีมงานที่เหมาะสม หากเดินหน้าต่อด้วยการเปิดพื้นที่ให้มืออาชีพที่มีความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง ก็เชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพฟื้นตัว และเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
ส่วนสิ่งที่ฝากรัฐบาลใหม่ คือ ควรตั้งทีมงานได้ดีให้มืออาชีพทำงาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อว่าประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้ ต้องเลิกให้ไทยเป็นเพียงฐานการผลิต เช่น จีน มุ่งใช้นวัตกรรมตลอด และก้าวหน้าอย่างมาก จึงต้องผลิตดันอย่างจริงจัง เพราะการใช้ AI ต้องซีเรียสอย่างมาก เพราะสิงคโปร์ผลัดกันการใช้ AI อย่างจริงจัง ให้คนทั้งประเทศใช้ AI ทุกหน่วยงาน ทุกขั้นตอน ไทยจึงต้องให้ AI เข้าอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่เช่นนั้นส่วนราชการไทยจะล้าหลังมาก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





