เป็นระยะเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่ทั้งโลกต้องเผชิญกับ “ความผันผวน” ทั้งในเชิงการค้า เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากการเข้ามาของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐ
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งโลกต่างต้องเร่งเข้าไปเจรจากับประธานาธิบดีของสหรัฐเพื่อ “เจรจาต่อรอง” ให้ได้อัตราภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐในระดับที่ “แข่งขันได้” ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็ได้ภาษีในระดับเดียวกับอาเซียนที่ประมาณ 19% แม้จะยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อยู่ระหว่างการเจรจา
ในวาระครบ 1 ปีของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” นำโดย นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด จัดงานเสวนาในหัวข้อ “The Future of International Trade, One Year On” เพื่อบอกเล่าถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา
หนึ่งประเด็นในช่วงท้ายของการเสวนาที่น่าจับตาคือ “ความสามารถในการแข่งขัน” และ “ความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ” หรือ FDIs ของไทยในอนาคต เมื่อเปรียบเทียบกับ “อินเดีย” โดยนายบุรินทร์ อธิบายว่า หากย้อนกลับไปในปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าอินเดียที่ 50% เนื่องจากนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย โดยมองข้ามความเป็นพันธมิตรกับ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย
การขึ้นภาษีนำเข้าในครั้งนั้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับอย่างมาก เนื่องจากอินเดียเป็นแหล่งเจียระไนเพชรกว่า 90% ของโลก หลังจากนั้นจึงค่อยส่งออกเพชรที่เจียระไนเรียบร้อยแล้วไปยังสหรัฐ แม้ในที่สุดทรัมป์จะลดภาษีเพชรให้เหลือ 0% เพราะประธานาธิบดีทราบดีว่าสหรัฐเองก็ผลิตหรือเจียระไนเองไม่ได้ และการขึ้นภาษีจะทำให้ผู้ผลิตเครื่องประดับในอเมริกาได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายบุรินทร์ กล่าวว่า แม้จะได้รับการยกเว้นภาษีในบางรายการ แต่โมดีรู้ดีว่าไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐอเมริกาในฐานะคู่ค้าอันดับต้นๆ ได้อีกต่อไปจึงเริ่มไปเจรจากระจายความเสี่ยงกับคู่ค้ารายอื่น
“เดิมทีการเจรจาระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรป (EU) ค้างคามานานกว่า 20 ปี แต่จากแรงกดดันนโยบายของทรัมป์ ทำให้อินเดีย และ EU สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในเวลาเพียง 6 เดือน นอกจากนี้ อินเดียยังสามารถเจรจาทำดีลการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ได้สำเร็จ โดยยอมหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แลกกับการที่สหรัฐลดภาษีนำหลือ 18%”
นายบุรินทร์ กล่าวว่า เมื่ออินเดียได้อัตราภาษีที่ 18% และพิจารณาประกอบกับโครงสร้างค่าแรงของอินเดียที่ยังอยู่ในระดับต่ำจึงอาจทำให้อินเดียน่าสนใจขึ้นมาในฐานะฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ
“เมื่ออินเดียได้ลดภาษีจากสหรัฐ เหลือ 18% และส่งออกไป EU ได้ 0% ประกอบกับค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อาจทำให้ช่างเจียระไนชาวอินเดียที่เคยย้ายมาทำงานในไทยในช่วงที่อินเดียโดนภาษีหนัก ย้ายกลับไปทำงานที่อินเดียตามเดิม ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน”
อินเดีย คู่แข่งในอุตฯ สิ่งทอ - ยานยนต์ - PCB
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ ยังอธิบายอีกว่า ในระยะสั้น อินเดียอาจกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยในกลุ่มสินค้า สิ่งทอ (Textile) และชิ้นส่วนยานยนต์ (Auto Parts) หรือแม้กระทั่งในอุตสาหกรรมแผงวงจร PCB ที่ไทยเป็นเจ้าตลาดในขณะนี้
“ในระยะยาว อินเดียมีความน่าสนใจกว่าไทย และอาเซียนในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากอินเดียมีข้อตกลงทางการค้า (Trade deal) ทั้งกับสหรัฐ และยุโรป ในขณะที่ไทยยังไม่มีความชัดเจนในเรื่อง FTA เหล่านี้”
รัฐบาลมีเสถียรภาพโอกาสดีไทยสานต่อ FTA ยุโรป
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการที่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 จะเป็นโมฆะเนื่องจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรณีปรากฏคิวอาร์โคดที่สามารถระบุตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ซึ่งอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ นายบุรินทร์ กล่าวว่า หากผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะจริงก็จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสมมติฐานหลัก (Base Case) ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย และมีความเป็นไปได้น้อยมาก
ทางศูนย์วิจัยคาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2569 จะเติบโตได้ดีมากกว่าที่คาดการณ์จากเดิม 1.6% มาอยู่ที่ 1.9% จากการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีที่ 1.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะติดลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่อิงกับเทรนด์การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์
นายบุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงเช่นนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะเดินหน้าเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับ EU ที่ติดค้างมานาน รวมทั้งเดินหน้าหาพันธมิตรอื่นเพื่อผลักดันการเติบโตของการส่งออกไทย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางระเบียบโลกที่ไม่เหมือนเดิม
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





