นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจและแผนยกระดับขีดความสามารถของกลุ่มบางจากสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับสากล โดยย้ำความคืบหน้าเชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก ทั้งการรุกธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) การเพิ่มประสิทธิภาพและผสานพลังโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง และการขยายตัวธุรกิจเทรดดิ้งในสิงคโปร์ซึ่งถูกวางเป็น “Growth Engine” ตัวใหม่ของกลุ่ม
ปักหมุด SAF “โค้งสุดท้าย” หยดแรกกลางปีนี้
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า โครงการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ที่ตั้งอยู่ภายในโรงกลั่นพระโขนง มีความคืบหน้าอย่างมากและอยู่ในช่วง “โค้งสุดท้าย” โดยคาดว่าจะสามารถผลิตน้ำมัน SAF หยดแรกและเริ่มออกสู่ตลาดได้ภายใน กลางปี 2569 นี้
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ SAF ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้น อาทิ ยุโรป สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งความต้องการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานคาร์บอนต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามกรอบ Net Zero ของอุตสาหกรรมการบินโลก
ด้านวัตถุดิบ ปัจจุบันบริษัทใช้น้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil : UCO) เป็นวัตถุดิบหลัก อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านซัพพลายและรองรับการขยายกำลังผลิตในอนาคต บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาและพัฒนาวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มเติม เช่น สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) ซึ่งเป็นวัตถุดิบชีวภาพที่มีศักยภาพสูงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน
แม้โรงงาน SAF จะตั้งอยู่ที่พระโขนง นอกจากจะสามารถบริโภคได้ในประเทศแล้ว บริษัทสามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดโลกได้ โดยจะมีกระบวนการปรับเปลี่ยนค่าขนส่ง (Freight Adjustment) เพื่อให้ต้นทุนสามารถแข่งขันในตลาดเทรดดิ้งสากล สอดรับกับกลยุทธ์การวางตำแหน่งเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค
ผสาน 2 โรงกลั่น ดันกำลังผลิต 2.94 แสนบาร์เรล/วัน
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ภายหลังการเข้าซื้อกิจการเอสโซ่ (เดิม) กลุ่มบางจากได้เร่งสร้าง Synergy ระหว่างโรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา ทำให้มีกำลังการกลั่นรวมสูงถึง 294,000 บาร์เรลต่อวัน นับเป็นกำลังการกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สำหรับแผนหลักในระยะต่อไปคือการเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) อย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ Debottlenecking หรือการสลายข้อจำกัดในหน่วยผลิตต่างๆ เพื่อดันกำลังการกลั่นให้สูงขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา โรงกลั่นทั้งสองแห่งสามารถกลั่นน้ำมันได้เฉลี่ยราว 264,000 – 280,000 บาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยี AI และหลักการ Optimization เข้ามาช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจเลือกชนิดน้ำมันดิบ ตลอดจนปรับสูตรการกลั่น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนหรือค่าการกลั่น (GRM) สูงสุดในแต่ละช่วงเวลา สอดคล้องกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ควบคู่กันนี้ยังมีแผนลงทุนใน Improvement Project เพื่อยกระดับหน่วยผลิตให้ทันสมัย เช่น การปรับปรุงระบบเปลี่ยนแคตาลิสต์ (Catalyst) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสิ่งเจือปนในดีเซล รวมถึงโครงการอัปเกรดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะยางมะตอย (Asphalt) ที่โรงกลั่นศรีราชา เพื่อรองรับความต้องการตลาดใหม่และเพิ่มมาร์จิ้น
ในมิติด้านโลจิสติกส์ โรงกลั่นศรีราชามีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างพื้นฐาน สามารถรองรับเรือขนส่งน้ำมันดิบขนาดยักษ์ประเภท VLCC (Very Large Crude Carrier) ซึ่งมีความยาวเทียบเท่า 3 สนามฟุตบอล บรรทุกน้ำมันได้ครั้งละประมาณ 2 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนน้ำมันดิบและประสิทธิภาพการขนส่งได้ดียิ่งขึ้น
นายชัยวัฒน์ กล่าวย้ำว่า ธุรกิจ Trading คือหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญของกลุ่มบางจาก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สำนักงานในสิงคโปร์ ซึ่งเป็น Logistics Hub สำคัญของภูมิภาค
ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเทรดดิ้งในสิงคโปร์มียอดขายเกือบ 400,000 ล้านบาท โดยทำหน้าที่จัดหาน้ำมันดิบให้กับกลุ่มบางจากฯ ราว 80% ของความต้องการทั้งหมด และอีก 20% เป็นการซื้อขายกับบุคคลภายนอก (Third Party) สะท้อนบทบาทที่ขยายจากการสนับสนุนภายในสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
ส่วนการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ยังเป็นหมากสำคัญในการต่อยอดเครือข่ายการจัดหาและจำหน่ายน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดสำนักงานเพิ่มที่ดูไบ ตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อขยายกิจกรรมเทรดดิ้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก
การมีสำนักงานเทรดดิ้งในจุดยุทธศาสตร์อย่างสิงคโปร์ ดูไบ และการมีคลังน้ำมันในฮ่องกง ทำให้บางจากไม่เพียงทำธุรกรรมซื้อขายบนกระดาษ (Paper Trading) แต่สามารถบริหารจัดการน้ำมันจริง (Physical Trading) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างส่วนต่างกำไร เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสต๊อก และลดความเสี่ยงด้านอุปทาน
ปักธงรายได้ 1 ล้านล้าน EBITDA 1 แสนล้านในปี 73
นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายระยะกลางถึงปี 2573 กลุ่มบางจากตั้งเป้ารายได้รวม 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA ระดับ 100,000 ล้านบาท โดยจะขับเคลื่อนผ่านทั้งธุรกิจดั้งเดิมที่แข็งแกร่งอย่างการกลั่นและการตลาด ควบคู่กับการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานใหม่ เช่น SAF และการขยายธุรกิจเทรดดิ้งในระดับสากล
ยุทธศาสตร์ทั้ง 3 แกน ทั้ง SAF โรงกลั่น และ Trading จึงเป็นฐานสำคัญในการยกระดับบางจากจากผู้เล่นระดับประเทศ สู่บริษัทพลังงานครบวงจรที่มีบทบาทในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทพลังงานที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น





