วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดเหตุผล ‘คลัง’ ไม่ต่อ ‘Easy E-Receipt’ ชี้เกิดรั่วไหลในระบบ ศก.- สร้างความเหลื่อมล้ำ

เปิดเหตุผล ‘คลัง’ ไม่ต่อ ‘Easy E-Receipt’ ชี้เกิดรั่วไหลในระบบ ศก.- สร้างความเหลื่อมล้ำ

กลายเป็นประเด็นที่ผู้เสียภาษีต้องจับตา เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะนำมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคอย่าง "Easy E-Receipt" หรือ "ช้อปดีมีคืน" กลับมาใช้ในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากผลการประเมินชี้ชัดว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยขับเคลื่อน GDP ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อเทียบกับเม็ดเงินรายได้ภาษีที่รัฐต้องสูญเสียไป

เปิดตัวเลข ภาษีหายหมื่นล้าน

รายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ในปี 2565 มาตรการช้อปดีมีคืนทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีไปกว่า 6,200 ล้านบาท แต่ช่วยผลักดัน GDP ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เพียง 0.12% ขณะที่มาตรการ Easy E-Receipt ปี 2568 คาดการณ์ว่าจะสูญเสียรายได้ภาษีสูงถึง 10,500 ล้านบาท เพื่อแลกกับเม็ดเงินหมุนเวียน 70,000 ล้านบาท 

ซึ่งนักวิเคราะห์จากทีดีอาร์ไอ (TDRI) มองว่าเป็นเพียงการ "ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการบริโภค" โดยประชาชนเลือกชะลอการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่มาไว้ในช่วงที่มีมาตรการเท่านั้น ไม่ได้เกิดการจ้างงานหรือเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ในระบบ

เม็ดเงินภาษีไหลลงแบรนด์นอก

นอกจากนี้ อีกหนึ่งในจุดบอดสำคัญคือ การ "รั่วไหลทางเศรษฐกิจ" เนื่องจากเงื่อนไขเดิมกำหนดเพียงสินค้าต้องห้าม (Negative List) เช่น สุรา และยาสูบ แต่ไม่ได้จำกัดแหล่งกำเนิดสินค้า ส่งผลให้กลุ่มผู้มีรายได้สูงนำวงเงินลดหย่อน 50,000 บาท ไปใช้จ่ายกับสินค้านำเข้าฟุ่มเฟือย ทั้งเครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าแบรนด์เนมต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินที่รัฐยอมเสียภาษีไปไม่ได้หมุนเวียนกลับมาช่วยผู้ประกอบการไทยอย่างที่ควรจะเป็น

คนรวยได้ยิ่งได้ลดหย่อนสูง

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "ภาษีถดถอย" ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ โดยกลุ่มฐานภาษี 35% ช้อป 50,000 บาท ได้คืนภาษีจากรัฐ 17,500 บาท ขณะที่กลุ่มฐานภาษี 5% ช้อป 50,000 บาท ได้คืนภาษีเพียง 2,500 บาท สะท้อนให้เห็นว่ารัฐใช้งบประมาณแผ่นดินไปอุดหนุนการบริโภคของคนรวยมากกว่าคนชั้นกลางถึง 7 เท่า ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคทางการเสียภาษี

ปรับมาตรการใหม่ต้อง Made in Thailand

แม้มาตรการนี้จะประสบความสำเร็จในการดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice ได้เพิ่มขึ้นกว่า 80% แต่ในแง่การกระจายรายได้สู่ฐานราก และ OTOP กลับยังไม่สัมฤทธิผล เนื่องจากวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ระบบดิจิทัล และหวาดกลัวภาระภาษี

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากมีการรื้อฟื้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสู่การสนับสนุนสินค้า "Made in Thailand" อย่างเข้มงวด โดยอาจอ้างอิงเกณฑ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่กำหนดสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศไม่น้อยกว่า 40% เพื่อการันตีว่าเม็ดเงินทุกบาทจะสร้างตัวคูณทางการคลังภายในประเทศ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการผลิตไทยอย่างยั่งยืน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์