วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

สินเชื่อ SME หดตัว 14 ไตรมาส จับตาหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ พุ่ง

สินเชื่อ SME หดตัว 14 ไตรมาส จับตาหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ พุ่ง

สถานการณ์ สินเชื่อ SME ยังน่ากังวลหลังจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาพรวมระบบสถาบันการเงินไตรมาส 4 ปี และปี 2568 โดยสินเชื่อรวมระบบธนาคารพาณิชย์ติดลบ 1.1% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 1.0% 

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อกลุ่ม SME และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อ SME หดตัวติดต่อกันถึง 14 ไตรมาส ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อทั้งหมดหดตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานภาพรวมหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ SME ค่อนข้างสูง และต้องจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะรายเล็กมีภาระหนี้เสียมากกว่าเซกเตอร์อื่น เช่น ธุรกิจกลุ่ม “ซูเปอร์ไมโคร” มีสัดส่วน NPL สูงสุด 14.8% ของยอดสินเชื่อรวม

รองลงมาเป็นขนาดไมโครอยู่ที่ 12.1% และเอสเอ็มอีขนาดเล็กราว 9.8% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งสูงกว่าเอสเอ็มอีขนาดกลาง และใหญ่ที่มี NPL ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

รวมทั้งการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่าสินเชื่อชั้นที่ 2 (Special Mention) ของ SME เพิ่มขึ้น โดยไตรมาส 3 ปี 2568 อัตราสินเชื่อ SME ชั้นที่ 2 อยู่ที่ 15.5% ของสินเชื่อ SME รวม และอัตรา NPL ของสินเชื่อ SME เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ SME ถูกกดดันต่อเนื่อง และความเสี่ยงอาจยืดเยื้อหากมาตรการสนับสนุนภายนอกทยอยลดลง

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ หนี้ SME ไทย กำลังเข้าสู่จุดเปราะบาง โดยเฉพาะการปลดล็อก “สารพัดหนี้เรื้อรัง” ทั้งหนี้เสีย และหนี้นอกระบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงินที่ยังไม่ทั่วถึง และมีต้นทุนทางการเงินสูงเกินศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย

โดยการยกระดับคุณภาพหนี้ครัวเรือน ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ลดภาระดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืน ทำให้เอสเอ็มอีสามารถประกอบอาชีพ และดำเนินกิจการได้อย่างมี “แต้มต่อ” ไม่ตกอยู่ในวงจรหนี้ซ้ำซ้อน

สินเชื่อ SME หดตัว 14 ไตรมาส จับตาหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ พุ่ง

หนี้ SME หันพึ่งเงินกู้นอกระบบมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เรื่องภาระหนี้ SME ไตรมาส 4 ปี 2568 จำนวน 2,758 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า SME ที่ใช้แหล่งทุนกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินมีสัดส่วน 31.2% ในไตรมาส 3 ปี 2568 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 31.8% ในไตรมาส 4 ปี 2568

ขณะที่ผู้ประกอบการที่กู้ทั้งใน และนอกระบบ มีสัดส่วนสูงถึง 46.9% ในไตรมาส 3 ปี 2568 ก่อนลดลงเหลือ 40.2% ในไตรมาส 4 ปี 2568

ทั้งนี้มีสัญญาณน่ากังวล SME ที่กู้ “นอกระบบเพียงอย่างเดียว” เพิ่มขึ้นจาก 21.9% ในไตรมาส 3 ปี 2568 เป็น 28.0% ในไตรมาส 4 ปี 2568 สะท้อนการเข้าถึงสินเชื่อในระบบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่มีการไหลออกจากระบบผสมไปสู่ “นอกระบบเต็มรูปแบบ” ชัดเจน

ช่องว่างชัดระหว่างรายกลาง-รายย่อย

รวมทั้งเมื่อแยกตามขนาดธุรกิจพบ SME ขนาดกลางเข้าถึงสินเชื่อในระบบเพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 69.8% ในไตรมาส 3 ปี 2568 เป็น 82.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่การกู้ทั้งใน และนอกระบบลดลงจาก 27.1% เหลือ 10.4% แต่สัดส่วนกู้นอกระบบเพิ่มจาก 3.1% เป็น 7.1%

ส่วน SME ขนาดย่อมเข้าถึงสินเชื่อในระบบลดลงจาก 50.1% เหลือ 46.8% การกู้ทั้งใน และนอกระบบลดลงจาก 25.7% เหลือ 23.2% แต่การกู้นอกระบบเพิ่มจาก 24.2% เป็น 30.0%

ขณะที่ SME ขนาดย่อย (Micro) เข้าถึงสินเชื่อในระบบลดลงแรงจาก 21.8% เหลือ 14.5% การกู้ทั้งใน และนอกระบบขยับจาก 55.0% เป็น 55.6% และการกู้นอกระบบเพิ่มจาก 23.2% เป็น 29.9%

“ภาพนี้สะท้อนความเสี่ยงสูงที่ต้องตระหนักร่วมกัน เพราะ SME รายย่อย และรายย่อมกำลังถูกผลักออกจากระบบการเงินปกติ” นายแสงชัย กล่าว

ไม่ผ่านสินเชื่อ “กระแสเงินสด-เอกสารไม่สะท้อนจริง”

สำหรับเหตุผลหลักที่ไม่ผ่านการพิจารณาสินเชื่อ ส่วนใหญ่ 56.5% กระแสเงินสดไม่เพียงพอ และรายได้ไม่แน่นอน, 27.8% ข้อมูลทางการเงิน และเอกสารไม่สะท้อนธุรกิจจริง, 6.8% ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน, 5.3% ความสามารถชำระหนี้ไม่ผ่านเกณฑ์, 5.3% ประวัติเครดิตติดลบ และ 0.3% ภาระหนี้คงค้างเดิมสูง

สินเชื่อ SME หดตัว 14 ไตรมาส จับตาหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ พุ่ง

ด้านความสามารถชำระหนี้ พบว่า 60.8% ชำระได้ตามสัญญา 35.4% ชำระได้แต่ผิดเงื่อนไข และ 3.8% ไม่สามารถชำระได้ตามสัญญา

สำหรับสถานะสุขภาพธุรกิจและหนี้ไตรมาส 4 ปี 2568 พบ 21.1% เติบโตต่อเนื่อง, 27.7% อยู่ช่วงขาลงแต่ยังพยุงได้, 33.1% รายได้พอชำระหนี้แต่ไม่เพียงพอลงทุน, 12.0% อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้, 2.5% ขาดทุนต่อเนื่อง และต้องพึ่งหนี้ใหม่ และ 3.6% หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามขนาด พบว่า SME ขนาดย่อย 23.7% เติบโตต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นภาคการค้าที่ได้แรงสนับสนุนจากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” มากระตุ้นกำลังซื้อ 

ส่วน SME ขนาดย่อม 19.6% และขนาดกลาง 11.9% เติบโตต่อเนื่อง โดย 2 กลุ่มหลังได้แรงขับจากภาคก่อสร้าง ขณะที่เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจ การเติบโตของเอสเอ็มอีภาคการผลิตอยู่ที่ 19.7% ภาคการค้า 20.4% ภาคบริการ 23.0% และภาคเกษตร 14.5%

ชง “ปลดล็อกหนี้-พัฒนาศักยภาพควบคู่กัน”

นายแสงชัย กล่าวย้ำว่า แต่ละกลุ่ม SME มีปัญหาต่างกันต้องออกแบบมาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted Approach) ทั้งการขยายช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน ควบคู่การยกระดับขีดความสามารถทางธุรกิจ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดใหม่

พร้อมเสนอการออกแบบระบบ “พี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาเชิงลึก” ควบคู่การแก้หนี้เป็นระบบ และต่อเนื่อง เพื่อฟื้น SME และเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตมีคุณภาพไม่ติดกับดักหนี้ซ้ำซ้อน

“ต้องเปลี่ยนหนี้ที่ฉุดรั้งให้เป็นโอกาสที่ฉุดดึง เปลี่ยนการทำแบบฉาบฉวยเป็นการรุกอย่างฉับไว และเปลี่ยนมาตรการประชานิยมให้ตอบโจทย์ประชาชนแท้จริง และหากไม่เร่งแก้ไขเป็นระบบจะทำให้ปัญหาหนี้ SME เป็นแรงฉุดเศรษฐกิจไทยระยะยาว และกระทบเสถียรภาพฐานรากของประเทศ"

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์