วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ย้อนมติ ครม.หนุน ‘ภาษีบุหรี่อัตราเดียว’ วัดใจ ‘รัฐบาลใหม่’ เคาะใช้เพิ่มรายได้รัฐ

ย้อนมติ ครม.หนุน ‘ภาษีบุหรี่อัตราเดียว’  วัดใจ ‘รัฐบาลใหม่’ เคาะใช้เพิ่มรายได้รัฐ

ปัจจุบันประเทศไทยใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา โดยแบ่งตามราคาขายปลีกแนะนำที่ 72 บาทต่อซอง, หากราคาไม่เกิน 72 บาท จะเสียภาษีตามมูลค่าร้อยละ 25 แต่หากราคาสูงกว่านั้นจะเสียภาษีร้อยละ 42 โดยทั้งสองกลุ่มต้องเสียภาษีตามปริมาณอีกมวนละ 1.25 บาท (หรือ 25 บาทต่อซอง) เท่ากัน โดยอัตรานี้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2560 โดยที่ผ่านมามีข้อเสนอให้มีการปรับอัตราภาษีบุหรี่กลับมาเป็นอัตราเดียว แต่ได้มีการขยายระยะเวลาออกไปเนื่องจากมีการระบุว่าเพื่อเป็นการบรรเทาและช่วยเหลือเกษตรกร ผู้เพาะปลูกใบยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมทั้งเพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบมีระยะเวลาในการปรับตัว เพื่อรองรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตแบบอัตราเดียวในอนาคต ตลอดจนจำกัดปริมาณการบริโภคสินค้ายาสูบ จึงควรปรับโครงสร้างภาษียาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม ยาสูบและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จึงยังคงกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา แทนการปรับอัตราภาษีตามมูลค่าเพียงอัตราเดียว

เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบรวมถึงอุตสาหกรรมบุหรี่ซิกาแรต มีระยะเวลาในการปรับตัวเพิ่มขึ้น และลดผลกระทบที่รุนแรงต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมยาสูบหากใช้อัตราภาษี ตามมูลค่าอัตราเดียวภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น

ทั้งนี้จากผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ในโครงการวิจัย เรื่อง “การศึกษาเพื่อพัฒนาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตยาสูบที่เหมาะสมกับประเทศไทย” ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ ระบุว่าระบบภาษี 2 อัตราของบุหรี่ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่เคยจัดเก็บได้จากภาษีบุหรี่และยาสูบ

โดยในปี 2568 ความสามารถในการจัดเก็บภาษียาสูบลดลงกว่า 21,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2560 ขณะที่รายได้นำส่งภาครัฐของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ก็ลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 6,395 ล้านบาท ในปี 2560 เหลือเพียง 492 ล้านบาท ในปี 2568 เท่านั้น

สอดคล้องกับที่งานวิจัยระบุว่าระบบการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในปัจจุบันก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เนื่องจากผู้ผลิตหันมาแข่งขันกันลดราคาหรือผลิตบุหรี่ราคาถูกออกมา เพื่อให้เสียภาษีในอัตราต่ำ (กลุ่มที่เสียภาษี 25%) เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดให้เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้รัฐเก็บภาษีได้น้อยลงแล้ว ยังไม่ช่วยลดการบริโภคเพราะผู้สูบสามารถหันไปหาบุหรี่ราคาถูกแทนการเลิกสูบ (Substitution effect)  อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดปัญหาบุหรี่ลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายมากขึ้น

ชู "ภาษีอัตราเดียว" มาตรฐานสากลเพื่อสุขภาพและรายได้

ในประเด็นนี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่าการปรับเป็นอัตราเดียว (Uniform Tax System) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บได้ครอบคลุมทั้งมิติปริมาณและมูลค่า โดยจะเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณามาตรการนี้ต่อไป โดยการจัดเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียวมีข้อดีสำคัญหลายประการ ได้แก่

1.สอดคล้องหลักสากล ซึ่งทั่วโลกมีการเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO), ธนาคารโลก (World Bank) และ IMF ที่เสนอให้ใช้ระบบภาษีที่เรียบง่ายและเป็นอัตราเดียว เนื่องจากบุหรี่ทุกยี่ห้อมีความอันตรายเท่ากัน (Equally harmful)

2.ลดการบิดเบือนราคา  คือป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการจงใจลดราคาหรือออกสินค้าใหม่ในราคาต่ำเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีอัตราสูง

3.เป็นธรรมต่อผู้ผลิตและเกษตรกร: ช่วยให้ ยสท. แข่งขันได้ดีขึ้น เนื่องจากสามารถกำหนดราคาได้หลากหลาย ลดการกระจุกตัวในกลุ่มบุหรี่ราคาถูก และส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในระยะยาว

ย้อนมติ ครม. สั่งการเร่งรัดปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว

 ทั้งนี้เรื่องข้อเสนอแนะจากหน่วยงานราชการที่มีการเสนอแนะความเห็นประกอบการปรับปรุงภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่มีการนำเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายครั้งได้มีข้อสั่งการให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวมาอย่างต่อเนื่อง เช่น

1.มติ ครม.เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ที่ประชุม ครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลังทบทวนโครงสร้างภาษีเพื่อนำไปสู่ระบบอัตราเดียวในอนาคตที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการแข่งขันและสุขภาพประชาชน

2.มติ ครม. 16 สิงหาคม 2565  ครม.สั่งการย้ำให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาภาษียาสูบตามแนวทางมติเดิมเมื่อปี 2564 ที่ได้มีข้อสั่งการไปแล้ว

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอต่อกระทรวงการคลังและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว หลังจากที่เดิมคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ม.ค.ปี2569 ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ถือเป็นประเด็นที่วัดใจรัฐบาลและครม.ชุดใหม่ว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้ตามข้อเสนอที่กระทรวงการคลังเสนอมาให้พิจารณาหรือไม่ คงต้องติดตามอีกครั้ง