วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

รฟท.เปิดไทม์ไลน์ ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ ชง ครม.ใหม่ ปักธงสร้างปีนี้

รฟท.เปิดไทม์ไลน์ ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ ชง ครม.ใหม่ ปักธงสร้างปีนี้

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. วันนี้ (18 ก.พ.69) โดยระบุว่า ที่ประชุมบอร์ดได้รับทราบความคืบหน้าในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่งขณะนี้ รฟท.ได้ส่งรายงานเสนอขอแก้ไขหลักการในโครงการดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแก้ไขหลักการร่วมลงทุนตามที่ กพอ.ได้มีมติไปแล้วก่อนหน้านี้ 

โดยสาระสำคัญของการแก้ไขหลักการนั้น อาทิ 

- วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิมเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง รัฐจะแบ่งจ่ายเป็นจำนวน 149,650 ล้านบาท ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานที่ รฟท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท 

- กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) โดยให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี จำนวนเท่า ๆ กัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญา

“เรื่องของการแก้ไขหลักการถือว่าสิ้นสุดในส่วนของการรถไฟฯ แล้ว เราได้หารือกับเอกชนได้ข้อสรุป และเสนอไปยัง สกพอ. หลังจากนั้นทาง สกพอ. จะเสนอไปยัง ครม. เพื่อแก้ไขหลักการ ซึ่งเป็นหลักการเดิมที่ทาง กพอ.พิจารณาไว้แล้ว คือ เรื่องการปรับวิธีเป็นสร้างไปจ่ายไป และการแบ่งชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรลลิงก์” 

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างที่รอการพิจารณาแก้ไขหลักการสัญญา ทาง รฟท.ก็จะหารือกับอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาจัดทำร่างสัญญาฉบับสุดท้าย ก่อนเตรียมลงนามแก้ไขสัญญากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ที่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ถือหุ้นใหญ่ โดย รฟท.ประเมินกรอบการดำเนินงานเบื้องต้น คาดว่าจะเสนอร่างสัญญาให้ ครม.พิจารณาในเดือน มิ.ย.นี้ ก่อนลงนามสัญญาในเดือน ก.ค.2569 และออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (NTP) ภายใน 30 วัน หรือในเดือน ส.ค.2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ทดสอบระบบอีก 6 เดือน จึงประเมินว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2575 

ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดทำร่างสัญญาฉบับสุดท้าย ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการสูงสุดมีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดเงินวางหลักประกันโครงการ 4,500 ล้านบาท และหลักประกันงานโยธาส่วนที่รัฐร่วมลงทุนที่ กพอ.พิจารณาให้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมราว 1.6 แสนล้านบาท แลกกับเงื่อนไขการสร้างไปจ่ายไปนั้น ทางอัยการสูงสุดมีความเห็นให้กำหนดรวมหลักประกันทั้งสองส่วนไว้ด้วยกัน แต่ทางเอกชนยังยืนยันแยกวงเงินหลักประกัน และได้หารือกับ รฟท.จนได้ข้อสรุปให้แยกวงเงินดังกล่าว เพราะเป็นหลักประกันคนละส่วนงาน

อีกทั้งเงินหลักประกันงานโยธาส่วนที่รัฐร่วมลงทุน เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่กำหนดขึ้นมาให้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่ม และจะสามารถเรียกคืนหลักประกันได้ต่อเมื่อก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จตามกำหนดในเวลา 5 ปี รวมติดตั้ง และทดสอบระบบอีก 6 เดือน ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวเนื่องกับเงินหลักประกันโครงการที่จะสามารถใช้ได้ในกรณีทั่วไปที่อาจมีการกระทำผิดในสัญญา ทั้งนี้ รฟท. เชื่อว่าจะสามารถชี้แจงเหตุผลทั้งหมดนี้ และหารือกับอัยการสูงสุด จนได้สรุปเพื่อเริ่มจัดทำร่างสัญญาฉบับสุดท้าย 

ทั้งนี้ การเจรจากับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ขณะนี้จึงมีข้อสรุปว่าในวันลงนามสัญญา ทางเอกชนจะต้องวางหลักประกันในโครงการนี้รวมทั้งหมดกว่า 1.75 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 

- หลักประกันโครงการ 4,500 ล้านบาท

- หลักประกันค่ารัฐร่วมลงทุน 1.6 แสนล้านบาท

  • งานโยธา 1.2 แสนล้านบาท
  • งานระบบ 4 หมื่นล้านบาท

- ชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) 10,671.09 ล้านบาท

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์