วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมที่ขยับขึ้นสู่ 88.7 สะท้อนแรงส่งเศรษฐกิจต้นปีที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา แต่ยังไม่อาจวางใจ ท่ามกลางแรงกดดันค่าเงินบาท งบลงทุนรัฐ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้า จึงเป็นตัวแปรชี้ชะตา ว่าไทยจะเร่งเครื่องแตะ 3% ได้จริง หรือยังต้องเผชิญความเสี่ยงเป็นคนป่วยแห่งเอเชียต่อไป

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจาก 82.2 ในเดือนธ.ค. 2568 ถือเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องในรอบหลายเดือน สะท้อนแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศที่กระเตื้องขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจต้นปีคึกคัก รวมถึงแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวและคำสั่งซื้อเพื่อรองรับเทศกาลตรุษจีน

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนียังต่ำกว่าระดับ 100 ซึ่งเป็นจุดสะท้อนความเชื่อมั่นปกติ แต่การปรับขึ้นกว่า 6 จุดในเดือนเดียว ถือเป็นสัญญาณบวกที่ภาคเอกชนมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศตลอดปีที่ผ่านมา   

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

สำหรับปัจจัยบวกสำคัญมี 5 ประการ ได้แก่ 1. เร่งผลิตรับตรุษจีน โดยผู้ประกอบการกลับมาเดินเครื่องจักรเต็มกำลังหลังหยุดยาวปีใหม่ เพื่อส่งมอบสินค้าให้ทันรอบการบริโภคช่วงเทศกาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้ดัชนีคำสั่งซื้อและปริมาณการผลิตปรับเพิ่มชัดเจน

2. ท่องเที่ยวฟื้นตัวแรง มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว การเปิดเส้นทางบินตรง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น หนุนการใช้จ่ายในประเทศ กระจายสู่ภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง และเมืองท่องเที่ยวหลัก

3. การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านการการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โครงการ Data Center ใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ได้สร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง ส่งสัญญาณว่าการลงทุนระยะยาวยังเดินหน้า

4. เม็ดเงินเลือกตั้งสะพัด จากกิจกรรมหาเสียงของพรรคการเมืองกระตุ้นการใช้จ่าย โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ ป้ายโฆษณา และสื่อประชาสัมพันธ์ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

5. ความสงบชายแดน "ไทย-กัมพูชา" โดยสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงเอื้อต่อการค้าชายแดน การเดินทาง และการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นและภาคเกษตรแปรรูป 

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

นายนาวา กล่าวว่า แม้ดัชนีฟื้นตัว แต่ภาคอุตสาหกรรมยังจับตาความเสี่ยงหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1. งบลงทุนรัฐเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ราว 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย 26% ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบช้ากว่าคาด ส่งผลต่อโครงการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ 

2. ภาระต้นทุนแรงงาน-ระบบประกันสังคม จากการปรับเพิ่มเงินสมทบนายจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ และปัญหาระบบประกันสังคมล่มที่ทำให้การจ่ายเงินช่วยผู้ว่างงานล่าช้ากว่า 2 แสนราย กระทบกำลังซื้อฐานรากและสภาพคล่องในระบบ

3. วิกฤติ PM2.5 จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกระทบสุขภาพ แรงงาน และภาคบริการ โดยเฉพาะร้านอาหารกลางแจ้งและการท่องเที่ยวในภาคกลางและอีสาน

4. สถานะรัฐบาลรักษาการ จากการยุบสภาทำให้ไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณ ส่งผลให้เครื่องยนต์นโยบายชะลอตัว 

5. เงินบาทแข็งค่า การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาอยู่ระดับ 31 บาทต้น ๆ ต่อดอลลาร์ แข็งค่าราว 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน กระทบความสามารถแข่งขันผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ที่มีมาร์จิ้นต่ำ

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

นอกจากนี้ ผลสำรวจชี้ว่า อุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ปรับตัวดีขึ้นจากคำสั่งซื้อในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และตะวันออกกลาง ขณะที่ SMEs กลับลดลงจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอหลังสิ้นสุดมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก

"ในเชิงภูมิภาค ภาคกลาง เหนือ และตะวันออกปรับเพิ่มขึ้นตามภาคท่องเที่ยวและการลงทุน ขณะที่ ภาคอีสานและใต้ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น สุกร อ้อย ยางพารา รวมถึงปัจจัยความไม่สงบในบางพื้นที่"

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลใหม่ ได้แก่ 1.ขยายเวลาโครงการเพิ่มขีดความสามารถ โดยต่ออายุการยื่นโครงการกองทุน 5,000 ล้านบาท ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนการ Upskill แรงงานและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสู่ระบบอัตโนมัติ

2. แก้ PM2.5 เชิงรุก โดยบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอย่างเข้มงวด และประสานความร่วมมือข้ามพรมแดน ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสุขภาพแรงงาน

3. เร่งงบ AI ภาคอุตสาหกรรม โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการใช้ AI ในภาคการผลิต เพื่อยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค

นอกจากนี้ ส.อ.ท. สนับสนุนเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน GDP ปี 2569 โต 3.0% โดยเห็นว่าหากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือนมิถุนายน และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน โอกาสแตะเป้าหมายยังมีความเป็นไปได้

"หากการเมืองยืดเยื้อ จะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและการตัดสินใจลงทุนครึ่งปีหลัง เสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียโอกาสท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนในภูมิภาค"

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในลักษณะ “คนละครึ่ง พลัส” ต่อเนื่อง หลังพิสูจน์แล้วว่าสามารถดัน GDP ไตรมาส 4 โต 2.5% สูงกว่าคาด พร้อมเรียกร้องธนาคารของรัฐเร่งปล่อยสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 100,000 ล้านบาท อุ้ม SMEs ที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง