ในยุคที่โลกเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยได้ถูกจับตามองในฐานะ “จุดยุทธศาสตร์” สำคัญของอาเซียน
“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “วินเซนต์ ชาง” (Vincent Chang) Managing Director of Asia and Intercontinental Region หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงคนสำคัญของ Advantech ยักษ์ใหญ่ด้าน Edge Computing ระดับโลก ที่ได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมพิธีเปิดสำนักงานใหม่ของ Advantech เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยงานนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำเป้าหมายการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาโซลูชัน Edge AI และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับ Ecosystem Partners ในประเทศไทย
“Vincent” เริ่มต้นการให้สัมภาษณ์ว่าตัวเขาเองเป็นผู้ที่เดินทางเข้ามาวางรากฐานธุรกิจของ Advantech ในไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2014 หรือเมื่อ 12 ปีก่อนมา
"ช่วงปี 2014-2020 ผมมาเมืองไทยแทบจะทุกไตรมาสเพื่อสร้างรากฐานและสร้างความเข้มแข็งให้ทีมงานในท้องถิ่น..มาถึงวันนี้ ผมมั่นใจในทีมงานของเรามาก”วินเซน
ปัจจุบัน Advantechอยู่ภายใต้การนำทัพของคุณแมทริก ชุง (Matrix Choong) - General Manager ทำให้โครงสร้างพื้นฐานธุรกิจของเราในอาเซียนแข็งแกร่งกว่าที่เคย จนผมสามารถขยายบทบาทไปดูแลธุรกิจในระดับโลก ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น"
สำหรับ ภาพรวมของการขับเคลื่อนธุรกิจ Advantech ในไทย ท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตของระบบนิเวศน์และอุตสาหกรรม AI ที่เติบโตขึ้นอย่างมากทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2023 Advantech ตั้งเป้ารายได้ในอาเซียนไว้ที่ 100 ล้านดอลลาร์ และคาดหวังว่าประเทศไทยจะทำได้ถึง 20 ล้านดอลลาร์ ด้วยอัตราการเติบโต 14-15% ต่อปี
"เมื่อเทียบกับเวียดนามที่โดดเด่นเรื่องโรงงานขนาดใหญ่ของเกาหลี (Samsung, LG) แต่ไทยคือเป้าหมายหลักของกลุ่มทุนไต้หวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม PCB เรามั่นใจว่าด้วยจุดแข็งในด้าน Smart Factory และ Smart City ประเทศไทยจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอน
ชี้ไทยมี 2 เครื่องยนต์ดันการลงทุนหนุนฮับ AI
เมื่อถามถึงทิศทางในอีก 5-10 ปีข้างหน้า วินเซนต์ชี้ชัดว่าประเทศไทยมี "เครื่องยนต์การเติบโต" ที่แตกต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะใน 2 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ Smart Factory และ Smart Retail & City โดยในส่วนของ Smart Factory (Industrial 4.0) มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ย้ายฐานการผลิตจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี เข้าสู่ประเทศไทย
จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะอัปเกรดโรงงานไปสู่ความอัจฉริยะเป็น Smart Factory ได้ ส่วน Smart Retail & City กรุงเทพฯ คือเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แอปพลิเคชันด้านการค้าปลีกในห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังบูมอย่างมาก และนี่จะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Smart City ในไทยเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประเด็นที่สร้างความกังวลให้คนไทยมากที่สุดคือ "AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่?" วินเซนต์ตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า แน่นอนว่า “งาน” ในระดับ Entry-level หรือแรงงานหนัก (Heavy labor) จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติแน่นอน เช่น ในอนาคตเราอาจไม่เห็นมนุษย์ส่งอาหาร แต่เป็นระบบอัตโนมัติทำงานแทน
อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญที่วินเซนต์เน้นย้ำคือ การยกระดับทักษะ (Upgrade) ซึ่งมนุษย์เราต้องเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงาน (Labor-focused) ไปสู่ 'อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้' (Knowledge-driven industries) เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็น AI Talent ที่รู้วิธีนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Vertical) เพราะสุดท้ายแล้ว AI ยังต้องพึ่งพา “คน” ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน
แนะรัฐบาลให้ความสำคัญการพัฒนาคน
สำหรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น AI Hub คุณวินเซนต์ มองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ 2 ส่วนหลัก คือ
1. AI Infrastructure: "ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน และสาธารณูปโภค คือรากฐาน เหมือนในสหรัฐฯ ที่กำลังสร้างดาต้าเซ็นเตอร์นับพันแห่ง"
2. AI Talent ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญ (The Real Key) โดยสำหรับประเทศที่มีขนาดปานกลางอย่างไทย เราอาจไม่สามารถสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้มหาศาลเท่าสหรัฐฯ แต่เราสามารถสร้าง 'คน' ได้ การลงทุนใน AI Education เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่คือสิ่งที่จะทำให้ไทยแข่งขันในระดับโลกได้จริง
ชูบทบาทร่วมมือร่วมเอกชนไทยยกระดับความเชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ในการทำงานกับพาร์ทเนอร์กับท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ Advantech ให้ความสำคัญ เนื่องจากไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ขายสินค้า แต่คือ "ผู้นำระบบนิเวศ" (Ecosystem Leader) โดยใช้ยุทธศาสตร์ "Co-creation" ร่วมกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น
ตัวอย่างที่ที่คือความร่วมมือกับบริษัท Qonnect ในเครือของ SCG ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในระบบโรงงาน (Domain Knowledge) "พาร์ทเนอร์ไทยเก่งในระดับท้องถิ่น แต่ติดปัญหาเรื่องการขยายไปต่างประเทศ Advantech จึงใช้ Global Brand และเครือข่ายทั่วโลกของเรา เข้าไปช่วยสนับสนุน ปัจจุบันเราสามารถนำโซลูชันของพาร์ทเนอร์ไทยไปใช้ในประเทศออสเตรเลียได้สำเร็จ นี่คือโมเดลธุรกิจที่เราจะใช้ขับเคลื่อนในทุกประเทศ
จะเห็นได้ว่ามุมมองของ Managing Director of Asia and Intercontinental Region ของ Advantech ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการชี้ทางให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิต สู่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านพลังของ AI Talent และ Partner Ecosystem เพื่อยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ที่มีความท้าทายรออยู่ในอนาคต





