นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจของกลุ่มบางจากว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอดขายขยายตัว 4-5 เท่า จากระดับหลักแสนล้านบาท สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาทในปีนี้ สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับหมุดหมายสำคัญของปีนี้คือการเข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) ด้วยวงเงินลงทุน 270 ล้านดอลลาร์ (ราวกว่า 8,000 ล้านบาท) ซึ่งนายชัยวัฒน์ระบุว่า เป็นดีลเชิงยุทธศาสตร์ที่เปิดประตูสู่ตลาดสากลอย่างแท้จริง
โดยเหตุผลสำคัญ ประการแรก คือ “ส่วนต่างราคา” ตลาดค้าปลีกน้ำมันฮ่องกงอยู่ในระดับสูง โดยราคาขายปลีกเฉลี่ยประมาณ 120 บาทต่อลิตร เทียบกับประเทศไทยราว 30 บาทต่อลิตร ทำให้มีกระแสเงินสดที่น่าสนใจและชัดเจน ขณะที่โครงสร้างตลาดเป็นเสรี ไม่มีการแทรกแซงราคาจากภาครัฐ ต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค
ประการที่สอง โดยฮ่องกงเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก ทั้งทางอากาศและทางทะเล CHK มีคลังน้ำมันตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ รองรับการเติมน้ำมันเรือเดินสมุทร (Marine Fuel) ซึ่งมียอดขายสูงกว่าพันล้านลิตรต่อปี ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานระหว่างประเทศ
ในด้านการบริหารแบรนด์ บางจากจะยังคงใช้แบรนด์ Chevron ต่อไป และจะค่อยๆ ปรับแบรนด์ในช่วง 2 ปี และดูตลาดใน 5 ปี ภายใต้สัญลักษณ์ “License by Bangchak” เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างการรับรู้แบรนด์บางจากในระดับสากลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบเปลี่ยนผ่านจนกระทบความเชื่อมั่นตลาด ก่อนประเมิณการเปลี่ยนแบรนด์อีกครั้ง
"ขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบกิจการ และคาดว่ากระบวนการเข้าซื้อจะแล้วเสร็จช่วงไตรมาส3 ปีนี้ และหลังจากนั้นบริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น บางจากฮ่องกง นี่เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ (Pegged) ลดความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน เราประเมินว่าจะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี” นายชัยวัฒน์ กล่าว
“การรุกเข้าสู่ธุรกิจการค้าน้ำมันโดยมีฐานในฮ่องกงเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่งนั้น จะช่วยให้ขยายโครงข่ายการค้าให้เติบโตอย่างมั่นคง และช่วยให้เกิดการแสวงหาโอกาสในธุรกิจต้นน้ำ หรือการสำรวจและผลิตใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่คาดว่าจะมีการลงทุนที่ชัดเจนในเร็วๆ นี้”
สำหรับกรณีการอายัดหุ้นของ “เบน สมิธ” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในส่วนของเอสโซ่เดิม นายชัยวัฒน์กล่าวชี้แจงว่า เป็นประเด็นเฉพาะตัวของผู้ถือหุ้น และบริษัทได้แจ้งให้ผู้ร่วมลงทุนรับทราบข้อมูลตั้งแต่ต้นอย่างโปร่งใส
“เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น หุ้นถูกอายัดก็เหมือนแช่แข็งไว้ตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้กระทบการบริหารหรือผลประกอบการ”
นอกจากนี้ กลุ่มบางจากบริหารงานผ่านคณะกรรมการบริษัท 15 คน ซึ่งล้วนมีชื่อเสียงและประสบการณ์สูง การตัดสินใจเป็นไปตามกลไกบอร์ดและธรรมาภิบาล ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลังการควบรวมโรงกลั่นบางจากกับโรงกลั่นศรีราชา (เอสโซ่เดิม) ทำให้กลุ่มบางจากมีกำลังการกลั่นรวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน สูงที่สุดในประเทศ และสามารถสร้าง Synergy ได้แล้วกว่า 7,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การผสานพลังดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน เสริมความสามารถแข่งขัน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์ รองรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ในระยะยาว กลุ่มบางจากตั้งเป้าภายในปี 2573 จะก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับล้านล้านบาท โดยตั้งเป้ารายได้ 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA 1 แสนล้านบาท เป้าหมายดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานการขยายธุรกิจทั้งพลังงานดั้งเดิม พลังงานสะอาด ธุรกิจค้าปลีก และการลงทุนต่างประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร
อย่างไรก็ตาม จากการตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้เติบโตขึ้นอีก 1 เท่าตัวภายในปี 2573 โดยเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรให้ครอบคลุมทั้งธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพภายใต้การบริหารจัดการที่คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับ ธุรกิจต้นน้ำและการเทรดดิ้ง ในต่างประเทศเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนกำไรตัวใหม่ในอนาคต แม้จะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกโดยมีเป้าหมายรักษาอันดับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรตติ้งไว้ที่ระดับ A+





