นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการจัดเก็บรายได้ ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568 - ม.ค.2569) กรมสรรพสามิต สามารถจัดเก็บรายได้รวมได้สูงถึง 191,289.84 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 4.55% คิดเป็นเม็ดเงินส่วนเกิน 8,328.51 ล้านบาท
โดยปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันตัวเลขให้สูงกว่าคาดการณ์ เกิดจาก เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 2.5% โดยเฉพาะการขยายตัวของภาคการบริโภคที่ส่งผลต่อเนื่องมายังผลการจัดเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย รวมทั้งแรงส่งจากการท่องเที่ยวช่วงปลายปี และเทศกาลปีใหม่
เร่งสต๊อกรถยนต์ก่อนปรับภาษี
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่น่าจับตาคือ การจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่ทำรายได้ถึง 21,312.99 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายกว่า 1,155 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ที่ผู้ประกอบการเร่งผลิต และนำเข้ารถยนต์ในช่วงเดือนธ.ค.2568 เพื่อสต๊อกสินค้าไว้ก่อนที่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ซึ่งคำนวณตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ส่งผลให้เม็ดเงินภาษีไหลเข้าสู่ระบบเร็วกว่ากำหนด
โดยโครงสร้างใหม่นี้ทำให้ตลาดรถยนต์เปลี่ยนโฉมชัดเจน สัดส่วนยอดขายเทไปที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด (Hybrid) มากขึ้น ขณะที่ภาษีแบตเตอรี่มียอดจัดเก็บเกินเป้าหมายถึง 13.58% สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับรายละเอียดโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่มีผลบังคับใช้แล้วนั้น รถยนต์ EV ที่เข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 ยังคงได้รับสิทธิลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% ต่อไปอีก 2 ปี ส่วนรถยนต์ไฮบริดมีการปรับอัตราภาษีขึ้นเล็กน้อยจากเดิม 4% เป็น 6% สำหรับรถที่ผลิตในประเทศตามเงื่อนไขบีโอไอ ส่วนรถยนต์นำเข้าทั้งคัน (CBU) ที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการอัตราภาษีปรับเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10%
ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายในต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่ทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดในปี 2569, 2571 และ 2573 ตามปริมาณมลพิษ โดยปัจจุบันอัตราภาษีเริ่มต้นที่ประมาณ 12% สำหรับรถอีโคคาร์ และสูงสุดถึง 25%
นอกจากนี้ ในกลุ่มสินค้าพลังงาน ภาษีน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันยังคงเป็นรายได้หลัก จัดเก็บได้ 84,198.06 ล้านบาท เกินเป้าหมายถึง 4,044 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม และสุราโชว์ทิศทางสดใส โดยภาษีสุราจัดเก็บได้ 22,068.17 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 18.79% ส่วนภาษีเบียร์จัดเก็บได้ 32,466.23 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมาย โดยกรมสรรพสามิตชี้ว่า ตัวเลขนี้สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารจัดการสต๊อกของผู้ประกอบการผ่านระบบ Direct Coding ที่ดีขึ้น ช่วยลดภาระการผลิตเพื่อสต๊อกล่วงหน้า และเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคเอกชน
ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะภาษีบุหรี่อัตราเดียว
สำหรับ แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ (ม.ค. - มี.ค. 2569) และภาพรวมตลอดทั้งปีงบประมาณนั้น นายพรชัย ประเมินว่า หากมีการผลักดันมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะกฎหมายภาษีที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ที่คณะรัฐมนตรี เช่น โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single Rate) เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บได้ครอบคลุมทั้งในมิติของปริมาณ และมูลค่าสินค้า
พร้อมกันนี้ กรมสรรพสามิต ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน การเพิ่มอัตราภาษีกลุ่มสินค้าบาป อาทิ สุรา เบียร์ การจัดเก็บภาษีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ภาษีความเค็ม การปรับโครงสร้างสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีแบตเตอรี่ ภาษีคาร์บอน และการปรับโครงสร้างภาษีสินค้า และบริการตามหลักการด้านความฟุ่มเฟือย รวมทั้งจะมีการทบทวนกฎหมายลำดับรอง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบางส่วนได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตั้งแต่ก่อนยุบสภาฯ
“กรมสรรพสามิตยังคงจับตาสถานการณ์การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน และภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องโดยเหล่านี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้การจัดเก็บรายได้ปีนี้ทะลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ที่ 578,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





