นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ว่าเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน โดยระบุว่าการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจสามารถมองได้หลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยง สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้วหรือไม่ และสัญญาณการฟื้นตัวมีความชัดเจนเพียงใด ซึ่งความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การวัดว่าเศรษฐกิจ “โตเร็ว” หรือเศรษฐกิจ “เร่งตัว”
จากการแถลงตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 พบว่ามีตัวเลขสำคัญ 2 ด้าน คือ การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 2.5% ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนไทยเติบโตไม่สูงนักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
แต่หากพิจารณาตัวเลขการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับฤดูกาลแล้ว พบว่าเศรษฐกิจไทย “เร่งตัว” ได้สูงถึง 1.9% ถือเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส หรือในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 ที่เคยทำได้ 2.5% สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มออกตัวอย่างรวดเร็ว
นายเบญจรงค์ ระบุว่า หากนำอัตราการเร่งตัวที่ 1.9% ในไตรมาสเดียวมาคำนวณเป็นอัตราการเติบโตต่อปี จะพบว่าถ้าเศรษฐกิจไทยสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้ต่อเนื่องทั้ง 4 ไตรมาส เศรษฐกิจไทยจะมีศักยภาพในการเติบโตได้สูงถึง 7.8% ต่อปี
นอกจากนี้ เมื่อนำอัตราเร่งดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนในไตรมาสเดียวกัน พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าหลายประเทศ โดยมาเลเซียเติบโต 0.8% อินโดนีเซียเติบโต 1.5% และเวียดนามเติบโต 1.8% ดังนั้นในแง่ของ “อัตราเร่ง” ประเทศไทยจึงถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม นายเบญจรงค์ ยอมรับว่าประเทศไทยยังคงมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ขณะที่ในปี 2569 ยังมีความเสี่ยง และความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการอีกมาก
แต่เมื่อชีพจรเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นแล้ว จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องส่งต่อโมเมนตัมนี้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างกระจายตัว มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สัมฤทธิผล
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





