นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับ นางลุยซา ราแกร์ (Luisa Ragher) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและคณะ ในโอกาสเข้าพบและหารือแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป
โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพลวศุตม์ มหาเอี่ยมศิริ ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนรุณ สุขสมาน รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย ณ ห้องรับรอง 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ในการหารือครั้งนี้ นายธนกรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป พร้อมผลักดันแผนการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมร่วมกันในอนาคต
โดยกล่าวว่า สหภาพยุโรปถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย
ถึงแม้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ภายใต้นโยบาย "ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน" ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยและรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย สร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักลงทุนจากยุโรปที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ สำหรับการขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะต่อไป นายธนกรฯ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ได้แก่
1. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net-Zero Emission ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ ไทยยังยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในด้านกฎระเบียบสำคัญ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบการขนส่งของเสีย (RSW) เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวได้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของยุโรป และลดผลกระทบต่อการค้าระหว่างกัน
2. ความร่วมมือด้านการค้าและการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Thai-EU FTA) ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายภายในกลางปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน และ
3. การแสวงหาโอกาสภายใต้โครงการ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ด้านนางลุยซาฯ กล่าวย้ำว่า ไม่เพียงแต่ไทยที่ให้ความสำคัญกับสหภาพยุโรป แต่ในทางกลับกันสหภาพยุโรปก็ตระหนักถึงศักยภาพของไทยในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และคู่ค้าอันดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
นอกจากนี้ ไทยยังมีทิศทางการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ทั้งในด้านการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ซึ่งความสอดคล้องนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือในอนาคต
ทั้งนี้ นางลุยซาฯ ยังสนับสนุนแนวทางการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จึงควรยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนจากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น
“การหารือในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองฝ่ายต่อไปในอนาคต” นายธนกรฯ กล่าวทิ้งท้าย





