ภายหลังสภาพัฒน์ฯ แถลง GDP ปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% ดีกว่าเดิมที่คาดการณ์ 1.7% จากการส่งออก บริโภค และการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ในไตรมาสที่4 ปีก่อน GDP ขยายตัวได้ถึง 2.5% คาดปี 2569 GDP ขยายตัวต่อเนื่องในกรอบ 1.5 - 2.5% (ค่ากลาง2%)
ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัด หลัง GDP ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ขยายตัวได้ถึง 2.5% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้มาก จากเดิมที่มีความกังวลว่าอาจขยายตัวได้เพียง 0.3% จนเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะติดหล่ม
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลงานของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาจำกัด ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
"ต้องขอชื่อนชมในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ทำงานอย่างเต็มที่"
นายเกรียงไกร ระบุว่า ภาพรวม GDP ทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% สูงกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% สะท้อนถึงความสามารถของทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนนโยบายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการเร่งรัดการลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการคนละครึ่ง พลัส วงเงินกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเสี่ยงชะงักงันในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 นายเกรียงไกร กล่าวยอมรับว่าเป็น “ปีที่หนัก” ของเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินของทั้ง International Monetary Fund และ World Bank ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ กกร. ประเมินกรอบการเติบโตไว้ที่ 1.6–2.0% ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และต้องอาศัยการบริหารนโยบายที่แม่นยำมากขึ้น
เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามระดับ 1.6% ไปสู่เป้าหมาย 2.0% ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ นายเกรียงไกร ได้เสนอว่าจำเป็นต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดหลัก “ถูกฝาถูกตัว” คือการนำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมาและเพิ่มกระทรวงเศรษฐกิจเข้าไปอีก
ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากการเมืองมีความนิ่ง ไม่มีปัจจัยรบกวนจากภายนอก จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วจากทิศทางตลาดหุ้นที่เริ่มขานรับในเชิงบวก
ในมุมมองระยะ 4 ปี นายเกรียงไกร แสดงความเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ครบวาระ และมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตแบบขั้นบันได โดยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตราว 2% ก่อนขยับเป็น 3% และ 4% ในช่วงปี 2570–2571 และมีโอกาสเห็น GDP แตะระดับ 5% ในช่วงปลายอายุรัฐบาลราวปี 2572
เป้าหมายสำคัญ คือการปลดล็อกประเทศไทยจากฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) และกลับมาเป็น “Strong Man” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าคำคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าไทยอาจหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของภูมิภาคในปี 2030 นั้นไม่เป็นความจริง โดยไทยควรกลับมาอยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 ของภูมิภาคให้ได้
นายเกรียงไกร กล่าวย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องเดินควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยหากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว





