ลุ้น “คลัง” ออกมาตรการ เวอร์ชั่นใหม่ ช้อปดีมีคืน - Easy E-Receipt เวอร์ชันใหม่ หนุนสินค้าเมดอินไทยแลนด์ตามข้อเสนอของภาคเอกชน หลัง ‘เอกนิติ’ เบรกนโยบายแบบเดิมได้ไม่คุ้มเสีย
จากกรณีที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า ยังไม่มีแนวคิดที่จะไม่นำมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคที่ใช้ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างช้อปดีมีคืน หรือ Easy E-Receipt กลับมาใช้ในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ พบว่ามาตรการในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่รัฐสูญเสียไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังไม่มีการต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการซื้อสินค้าในขณะนี้ แต่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่ากระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการในลักษณะใกล้เคียงกับช้อปดีมีคืนแต่ต้องตอบโจทย์เรื่องของการกระตุ้นการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย หรือ สินค้า Made in Thailand ด้วย
ทั้งนี้ การปรับปรุงมาตรการจะเป็นไปตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่น่าสนใจที่เสนอว่าหากกระทรวงการคลังจะรื้อฟื้นมาตรการกระตุ้นการบริโภคขึ้นมาอีกครั้งในอนาคต จำเป็นต้องมีการอุดรอยรั่วด้วยการเปลี่ยนเงื่อนไขมาสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย หรือ Made in Thailand อย่างจริงจัง โดยอาจใช้เกณฑ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศไม่น้อยกว่า 40% เพื่อการันตีว่าเม็ดเงินภาษีทุกบาทจะถูกฉีดตรงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ผลิตไทย และสร้างตัวคูณทางการคลังที่แท้จริง อันจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการหว่านโปรยเม็ดเงินแบบเดิมแบบที่ผ่านมาในอดีต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการออกแบบมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว
ย้อนไปในปี 2558 มีการออกมาตรการอย่าง “ช้อปช่วยชาติ” ให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่มีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ มายื่นลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง วงเงินไม่เกิน 15,000 บาท ต่อมาในปี 2563 ช่วงวิกฤติโควิด มีการปรับรูปแบบมาตรการมาเป็น “ช้อปดีมีคืน” เพิ่มวงเงินลดหย่อนเป็น 30,000 บาท และพัฒนามาสู่ “Easy E-Receipt” ในปี 2567-2568 ที่ให้วงเงินเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท อย่างไรก็ตามมีการกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น
ทั้งนี้ หากย้อนดูผลจากมาตรการในปีที่ผ่านๆมาจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่าในปี 2565 ช่วยกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ได้ 0.12% โดยรัฐสูญเสียรายได้จากภาษีถึง 6,200 ล้านบาท แลกกับเม็ดเงินหมุนเวียน 42,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อ GDP เพียง 0.12% ขณะที่มาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ในปี 2568 ที่คาดว่าจะสูญเสียรายได้ภาษีกว่า 10,500 ล้านบาท เพื่อแลกกับเม็ดเงินหมุนเวียน 70,000 ล้านบาท
โดยมีข้อสังเกตจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าตัวเลขการหมุนเวียนของเม็ดเงินในช่วงที่มีมาตรการนั้นไม่ใช่การเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการบริโภคของประชาชน ที่อั้นการซื้อของชิ้นใหญ่มาไว้ในช่วงที่มีมาตรการเพื่อหวังผลลดหย่อนภาษีเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการผลิตส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ มาตรการที่ออกมาใหม่จึงต้องแก้ไขจุดอ่อนของนโยบายในเรื่องนี้ด้วย





