วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569 ฟื้นระบบนิเวศ

'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569   ฟื้นระบบนิเวศ

รวมพลังรักษ์อ่าวไทย! “ร้อยเอก ธรรมนัส” เปิดฤดูกาลคุ้มครองปลาทูวางไข่ พร้อมเติมความสมบูรณ์ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 5 แสนตัว สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชาวประมง

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการใน พิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 พร้อมปล่อยขบวนเรือตรวจการออกปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรประมงฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด

'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569   ฟื้นระบบนิเวศ

โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า  “การดำเนินมาตรการในวันนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ ‘ปลาทูไทย’ ให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์และเติบโตในช่วงฤดูกาลวางไข่ ซึ่งกรมประมงได้บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,400 ตารางกิโลเมตร ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อยับยั้งการใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ และป้องกันความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล

'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569   ฟื้นระบบนิเวศ 'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569   ฟื้นระบบนิเวศ

มาตรการนี้นับเป็นพันธกิจสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณื โดยกรมประมงยึดถือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยอาศัยกลไกความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ผู้แทนประมงพาณิชย์ และพี่น้องประมงพื้นบ้าน ที่ร่วมใจกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล เพื่อส่งมอบความอุดมสมบูรณ์และอาชีพประมงที่มั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนสืบไป

ด้าน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำรวม 502,300 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 500,000 ตัว และปลากระบอกดำ 2,300 ตัว เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล ซึ่ง ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ให้เกียรติปล่อยขบวนเรือตรวจการประมง 15 ลำ ออกปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่

'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569   ฟื้นระบบนิเวศ 'กรมประมง' ปิดอ่าวไทย คุ้มครองปลาทูวางไข่ ปี 2569   ฟื้นระบบนิเวศ

พร้อมทั้งมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 ให้กับ 13 ชุมชนประมง ตลอดจนเยี่ยมชนการจัดนิทรรศการควบคุมตรวจสอบการทำการประมงของเรือประมงพาณิชย์โดยศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก การติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงผ่านระบบติดตามเรือประมง (VMS) และแอปพลิเคชัน Fisheries Next ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการ “ทะเลหยุดพัก สตรีรักษ์คุณค่า แปรรูปสร้างราคา คืนความสมดุลอ่าวไทย” เพื่อส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านชุมพรแปรรูปสินค้าในช่วงปิดอ่าว เพื่อสร้างรายได้เสริมและรักษาความสมดุลของทรัพยากรอ่าวไทยอย่างครบวงจร

สำหรับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลางครอบคลุม 3 เขต 2 ช่วงเวลา เริ่มจาก เขต 1 ตั้งแต่พื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง ประจวบคีรีขันธ์ - สุราษฎร์ธานี พื้นที่ 27,000 ตร.กม. ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 พฤษภาคม ของทุกปี

ต่อด้วย เขต 2 พื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ตามแนวชายฝั่งระยะห่าง 7 ไมล์ทะเลโดยประมาณ ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 5,300 ตารางกิโลเมตร ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน ของทุกปี และเขต 3 พื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 2,900 ตารางกิโลเมตร ในห้วงเวลาเดียวกับเขต

มาตรการที่ 2 เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำวัยอ่อนที่อพยพเข้าสู่พื้นที่เลี้ยงตัว โดยในปีที่ผ่านมา กรมประมงมีการปรับปรุงข้อกำหนดเครื่องมือประมง 4 ฉบับ เพื่อลดประสิทธิภาพการจับพ่อแม่พันธุ์ จากผลการศึกษาพบว่ามาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากอัตราการจับสัตว์น้ำเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวันในปี 2568 สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ที่กลับคืนมาและสอดคล้องกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยกรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามแนวทาง “งดจับปลาฤดูมีไข่ อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน” และพร้อมเดินหน้าบูรณาการทำงานภายใต้แนวคิด Fisheries Connect for Sustainability เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศท้องทะเลไทย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตในการประกอบอาชีพประมงอย่างยั่งยืนสืบไป